Welcome to Charlian Thai fans
 
บ้านสมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ไปที่หน้า : Previous  1, 2, 3, 4  Next
ผู้ตั้งข้อความ
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sun Oct 28, 2012 11:58 am



ปมตอนต้นที่ถูกก่อกวนร้านอาหาร พี่ว่าธรรมดาไปค่ะ ที่จะทำให้คนๆ นึงเกลียดมาเฟียเข้าไส้

ถ้าแค่ 3 ตอนแรก พี่ก็ยังว่าโออยู่นะ แต่มาตอน 4 เล่นกีดกันน้องสาวขนาดนี้

พี่ว่าบงการเกินไปล่ะ พ่อดลกับแม่โรส ยังไม่แรงเท่ากับธีรกานต์เลยค่ะ

ปกติถ้าพี่สาวห่วงน้องสาวขนาดนี้ ก็จะประเภทพ่อแม่ตายแต่เด็กแล้วเลี้ยงน้องสาวมา

แต่นี่พ่อแม่อยู่ครบ แถมพ่อแม่ก็มีความสามารถ คนเป็นพี่สาวไม่น่าแรงขนาดนี้

เลยเดาว่าน่าจะมีปมที่มันเยอะกว่านี้ค่ะ ประมาณมาเฟียทำให้เพื่อนรักตายไป แบบเนี้ย


อันนี้คิดไว้ในใจนะ จะรออ่านไปเรื่อยๆ ค่ะ เพราะนี่คือเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นอย่างที่ทับทิมบอก

แล้วก็ลุ้นว่าพี่เกาจะมีมุมไหนที่มาเปิดใจธีรกานต์ได้ ธีรกานต์มีอะไรที่ทำให้พี่เกาติดใจ




_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
chuengngee
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ


จำนวนข้อความ : 55
: 39
Registration date : 13/12/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Fri Nov 02, 2012 10:27 pm

555 ดุเด็ด เผ็ดมันจริงๆ สำหรับท่านเกากับนู๋กานต์ ท่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันน่าดู คราวนี้ก็มาลุ้นกันต่อว่าจะรักกันได้ยังไงออกจะดุกันขนาดนั้น
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 4:36 pm

แนะนำตัวละครเพิ่มเติม


เถ้าแก่เถียน เถียนไถ่สือ และอดีตภรรยา เลี่ยวอี้ปิง




เถ้าแก่เผิง เผิงเว่ยเจีย




ซูเกาเจี้ยน




แอนนี่ (คนนี้ไม่ต้องแนะนำก็ได้มั้ง น่าจะจิ้นได้ทันที)




_________________


แก้ไขล่าสุดโดย tabtim เมื่อ Sat Nov 03, 2012 10:02 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 4:38 pm

ตอนที่ 5

หนังสือพิมพ์ของเช้าวันนี้ต่างลงข่าวที่เถียนหย่งหนานถูกนักเลงรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งที่เขาเป็นถึงเจ้าของโรงแรมและคาสิโนชื่อดังในมาเก๊า ซึ่งไม่กี่วันที่ผ่านมาโรงแรมก็เพิ่งมีข่าวใหญ่ครึกโครมที่มีมือมืดส่งระเบิดปลอมมาให้พร้อมจดหมายข่มขู่ นั่นแสดงให้เห็นถึงการรักษาความปลอดภัยที่ไร้ประสิทธิภาพที่แม้แต่เจ้าโรงแรมก็ยังถูกทำร้าย จนทำให้ลูกค้าขาดความมั่นใจจนไม่กล้าที่จะเข้าไปใช้บริการ เผิงจินหู่อ่านเนื้อหาของข่าวจึงได้กระตุกรอยยิ้มที่มุมปากด้วยความพอใจในผลงานของลูกน้องที่สามารถทำลายชื่อเสียงของโรงแรมสกุลเถียนลงได้ แต่เขายังคงมีความกังวลที่เรื่องในครั้งนี้ตำรวจพยายามที่จะติดตามจับกุมคนร้ายมารับโทษ จึงได้ถามซูเกาเจี้ยนว่าได้จัดการเรื่องนี้เรียบร้อยดีหรือไม่ ซูเกาเจี้ยนที่เป็นคนวางแผนทุกอย่างย่อมรู้ดีว่าจะต้องจัดการอย่างไร จึงได้พูดขึ้นด้วยสายตาที่เชื่อมั่น

“คุณเผิงไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจ่ายค่าจ้างและได้บอกพวกมันให้หลบไปสักพักนึง รอจนเรื่องเงียบแล้วถึงค่อยกลับมา ยังไงตำรวจก็ไม่มีทางจับตัวพวกมันได้แน่ๆ อีกอย่างคดีนี้ไม่มีทั้งพยานและหลักฐาน ตำรวจไม่มีทางสืบมาถึงคุณเผิงได้หรอกครับ”

“แกมั่นใจนะ” เผิงจินหู่ย้อนถามอีกครั้งให้แน่ใจในทั้งสองคดีที่เขาเป็นคนสั่งให้ซูเกาเจี้ยนไปทำ คนที่เป็นลูกน้องจึงได้ตอบด้วยความมั่นใจอีกครั้งทำให้จินหู่หัวเราะในลำคอด้วยความพอใจ จากนั้นเผิงจินหู่จึงได้คิดแผนการบริหารงานของโรงแรมและคาสิโนต่อด้วยความสบายใจ แต่ไม่ทันแม้แต่จะได้เปิดไฟล์ในคอมพิวเตอร์ เสียงคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาก็ทำให้เผิงจินหู่หน้าถอดสี ส่วนซูเกาเจี้ยนได้แต่รีบถอยระยะห่างออกไปหลายก้าว

“นี่มันเรื่องอะไร เป็นฝีมือของแกใช่มั้ย” คนพูดโยนหนังสือพิมพ์ไปบนโต๊ะทำงานของเผิงจินหู่ ชายหนุ่มยังไม่ทันได้พูด คนผู้นั้นก็ชี้หน้าต่อว่าเขาด้วยความโมโห

“แล้วก็เรื่องระเบิดปลอมนั่นด้วย ทำไมแกคิดจะทำอะไรถึงไม่ปรึกษาฉันก่อน แกยังเห็นฉันเป็นพ่อของแกอยู่มั้ย” เผิงจินหู่กำลังจะอ้าปากอธิบาย ชายสูงวัยคนนั้นก็หันหน้าไปต่อว่าซูเกาเจี้ยน “แกก็อีกคน ฉันให้แกมาคอยช่วยงานอาหู่ แต่กลับช่วยกันสร้างเรื่อง มันน่านัก” ชายสูงวัยมองเกาเจี้ยนด้วยสายตาที่แข็งกร้าวและจึงหันกลับมาทางเผิงจินหู่ “ว่าไง..ตอบฉันมา”

“พ่อ..ผมผิดไปแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นคำสั่งของผมที่ให้เกาเจี้ยนไปจัดการ แต่ที่ผมทำไปก็เพื่อโรงแรมของเรานะครับ” เผิงจินหู่ก้มหน้าสำนึกผิดให้ชายสูงวัยที่เป็นบิดาของเขา เถ้าแก่เผิงหรือเผิงเว่ยเจียจ้องหน้าลูกชายที่ไม่กล้าสบสายตาตอบ

“ทำไปแล้ว แล้วมาสำนึกผิดตอนนี้มันสายไปมั้ย แล้วทีนี้จะทำยังไง ทำไมแกถึงได้ลงมือกันหนักแบบนี้ ที่ส่งระเบิดปลอมให้เขายังไม่พอ ยังไปลอบทำร้ายเขาเหมือนหมาลอบกัดจนเขาเกือบตาย แกนี่นะ” เผิงเว่ยเจียชี้หน้าตำหนิลูกชายด้วยความโกรธ

“แต่เรื่องนี้เกาเจี้ยนจัดการเรียบร้อยแล้ว พ่อไม่ต้องกังวลว่าตำรวจจะสืบมาถึงเราหรอกครับ ตอนนี้ฝ่ายนั้นกำลังย่ำแย่ ผมจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ดึงลูกค้าของมันมาให้ได้ครับ” น้ำเสียงของจินหู่แสดงความมั่นใจแต่แล้วแทนที่เขาจะได้รับคำชมจากเถ้าแก่เผิง แต่กลับกลายเป็นเสียงฝ่ามือที่กระทบไปที่ใบหน้าเป็นการลงโทษ จนทำให้เกาเจี้ยนที่ยืนอยู่ด้วยถึงกลับสะดุ้ง เกาเจี้ยนที่คิดว่าตัวเองจะรอด แต่แล้วเมื่อเถ้าแก่เผิงมายืนตรงหน้า เขาก็โดนตบหน้าไปอีกคน

“เสียแรงที่แกรับใช้ฉันมาหลายปี แทนที่จะห้ามอาหู่กลับไปส่งเสริม นี่แกคงคิดสิว่าฝ่ายนั้นเขาจะโง่จนไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร” เถ้าแก่เผิงต่อว่าเกาเจี้ยน ทำให้เขาได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าจะพูดแก้ต่างให้ตัวเอง

“แต่ที่ผ่านมาเถียนหย่งหนานก็น่าจะรู้นะครับว่าผมส่งคนไปหาเรื่องลูกน้องของมัน แต่ไม่เห็นมันจะทำอะไรเลย พ่ออย่าห่วงเลยครับ ผมคิดว่างานนี้ที่จะยุ่งก็คงมีแต่ตำรวจ ส่วนมันคงไม่กล้ามาสู้กับเราหรอกครับ” เผิงจินหู่พยายามอธิบายให้พ่อหายโกรธและยกโทษให้ แต่ดูเหมือนว่าเถ้าแก่เผิงจะยิ่งโมโหมากกว่าเดิมจนเงื้อมมือขึ้นจะตบหน้าลูกชายอีกครั้ง แต่แล้วเผิงเว่ยเจียกลับลดมือลงพร้อมเสียงถอนหายใจ

“แกมันคิดอะไรง่ายๆ ที่ผ่านมาฝ่ายนั้นไม่ตอบโต้ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เอาเรื่อง เพราะฉันรู้จักเถียนไถ่สือดี คนๆนี้ไม่เคยยอมให้ใครง่ายๆ นี่ถ้าเขาไม่เห็นแก่หน้าฉันอยู่บ้าง มีหรือที่แกจะบริหารโรงแรมได้อย่างสงบสุข แต่แทนที่แกจะหยุดและหาวิธีเอาชนะลูกชายของเขาอย่างขาวสะอาด แกกลับไปเล่นงานเถียนหย่งหนานจนเจ็บปางตายแบบนี้ แกเคยคิดบ้างมั้ยว่าผลที่จะตามมามันจะเป็นยังไง” เถ้าแก่เผิงพูดด้วยความกังวล เมื่อเขากับเถียนไถ่สือเคยขับเคี่ยวกันมาก่อนสมัยที่ยังเป็นเจ้าพ่อ จึงได้รู้ดีว่าเถียนไถ่สือคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ

“แล้วผมจะทำยังไงดีครับ”

“ทำยังไง ตอนนี้มาถามฉันว่าต้องทำยังไง” เถ้าแก่เผิงพูดด้วยความระอาใจพร้อมทั้งตบไหล่ลูกชายเบาๆ “อาหู่..จำไว้นะ แกต้องปฏิเสธว่าเรื่องนี้แกไม่รู้ไม่เห็นทั้งนั้น ที่เหลือฉันจะเป็นคนจัดการเอง” จากนั้นจึงได้หันไปทางเกาเจี้ยนด้วยสายตาที่คมกริบดุจใบมีด และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด

“อาเจี้ยน..ถึงเวลาแล้วที่แกต้องตอบแทนบุญคุณที่ฉันได้ชุบเลี้ยงแกมา แกจะทำงานชิ้นนี้ได้มั้ย” เกาเจี้ยนสะดุ้งเฮือกแต่ไม่กล้าปฏิเสธ ในเมื่อเผิงเว่ยเจียชุบเลี้ยงเขามาและถึงแม้เขาจะรับใช้มาหลายปีเพื่อแทนคุณ มันก็ยังไม่อาจทดแทนได้หมด ทำให้เกาเจี้ยนได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำสั่งของเผิงเว่ยเจียด้วยความเต็มใจ

-------------------------------------------------

หน้าห้องพักฟื้นที่เถียนหย่งหนานนอนพักรักษาตัวอยู่ เกาเหวินฉีได้ให้ลูกน้องมาเฝ้าอยู่หน้าห้อง และถ้าไม่มีคำสั่งจากเขาหรือเถียนไถ่สือก็ห้ามใครเข้ามาทั้งนั้น แต่บัดนี้มีหญิงสูงวัยอายุราวห้าสิปปีเศษ แต่งกายภูมิฐาน สวมแว่นตาสีชาและมือถือตะกร้าผลไม้กำลังยืนชะโงกหน้าเข้าไปมองคนที่อยู่ข้างในผ่านกระจกใสสี่เหลี่ยมที่ติดอยู่ที่บานประตู จนทำให้บอดี้การ์ดต้องรีบเข้าไปรายงานเกาเหวินฉี เมื่อหญิงสูงวัยผู้นี้บอกว่าเธอคือแม่ของเถียนหย่งหนานที่ต้องการมาเยี่ยมลูกชาย หลังจากบอดี้การ์ดหายเข้าไปสักพัก เหวินฉีจึงได้เดินออกมาและกล่าวทักทายหญิงสูงวัยผู้นั้น

“คุณป้า..เชิญข้างในเลยครับ คุณลุงไปที่โรงแรม กว่าจะกลับมาก็คงอีกหลายชั่วโมง” เกาเหวินฉีทักทายเลี่ยวอี้ปิง อดีตคุณนายเถียนที่มีศักดิ์เป็นป้าของเขา ชายหนุ่มเป็นคนโทรไปบอกเลี่ยวอี้ปิงที่เสิ่นเจิ้นว่าหย่งหนานถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นเลี่ยวอี้ปิงจึงได้รีบเดินทางมาเยี่ยมลูกชาย โดยเหวินฉีช่วยกะเวลาให้เพื่อที่ลุงและป้าของเขาจะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันและทะเลาะกันเหมือนทุกครั้ง จนทำให้หย่งหนานที่กำลังนอนเจ็บอยู่รู้สึกไม่สบายใจ
เหวินฉีช่วยถือตระกร้าและเดินนำเลี่ยวอี้ปิงเข้าไปในห้อง พอคนที่เป็นแม่ได้เห็นลูกชายที่นอนเจ็บอยู่ จึงรีบเดินเข้าไปมองใกล้ๆด้วยแววตาที่มีแต่ความห่วงใยพร้อมด้วยมือเรียวบางที่สัมผัสใบหน้าของเถียนหย่งหนานอย่างแผ่วเบา

“อาฉี..อาหนานยังไม่ฟื้นอีกหรอ” เลี่ยวอี้ปิงน้ำตาคลอเมื่อหันไปถามเหวินฉีที่ยืนอยู่ด้านข้าง หัวอกของคนที่เป็นแม่ เห็นลูกเจ็บ แม่ขอเจ็บแทนดีกว่า เกาเหวินฉียิ้มบางๆอย่างให้กำลังใจและบอกเลี่ยวอี้ปิงว่าหย่งหนานฟื้นแล้ว เพียงแต่เขายังปวดแผลอยู่มาก หลังจากพยาบาลมาฉีดยาแก้ปวดให้ เขาถึงเพิ่งจะหลับไปเมื่อครู่นี้ เลี่ยวอี้ปิงได้ยินแบบนั้นจึงได้ยิ้มออกมาได้

“อาฉี..ป้ามีเรื่องจะถามเราหน่อย เราต้องตอบป้ามาตรงๆนะ คือป้าเห็นในหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าผู้หญิงที่พาอาหนานมาส่งโรงพยาบาลเป็นแฟนของเขา มันจริงรึเปล่า” เหวินฉีได้ยินแบบนั้นจึงนึกขำที่นักข่าวนำคำพูดของเขาที่ทะเลาะกับธีรกานต์ไปเขียนข่าวตามที่เขาได้คาดเดาไว้ไม่มีผิด เลี่ยวอี้ปิงเห็นหลานชายหัวเราะจึงยิ่งสงสัย

“คือผมไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้ให้คุณป้าเข้าใจได้ยังไงนะครับ เอาเป็นว่าหย่งหนานแอบชอบผู้หญิงคนนี้อยู่จริงๆ ส่วนจะเรียกว่าเป็นแฟนได้รึยัง คงต้องให้เจ้าตัวเป็นคนตอบเองดีกว่าครับ” เลี่ยวอี้ปิงได้ยินคำตอบของหลานชายจึงได้แต่ยิ้มอย่างพอใจ

“ป้าเห็นรูปในหนังสือพิมพ์แล้วล่ะ ป้าว่าหน้าตาน่ารักดีนะ ถึงเธอจะไม่สวยเท่าแฟนเก่า แต่ถ้าถามป้า ป้าชอบคนนี้มากกว่า ดูจริงใจดี” เหวินฉีได้ยินคำชมของเลี่ยวอี้ปิงที่มีต่อรัญชิดา ทำให้เขาหัวเราะ

“ดาไม่มีทางสวยสู้แอนนี่ได้หรอกครับ เพราะรายนั้นเป็นถึงนางเอกชื่อดัง และเพราะเป็นนางเอกดังนี่แหละ น้องชายผมถึงได้อกหัก” เหวินฉีถอนหายใจในขณะที่เลี่ยวอี้ปิงก็เห็นด้วย จากนั้นจึงได้ขอให้เหวินฉีเล่าเรื่องระหว่างหย่งหนานกับรัญชิดาให้ฟัง ชายหนุ่มยิ้มรับและได้เล่าตั้งแต่พวกเขาสองคนรู้จักกันได้อย่างไร ในระหว่างที่เลี่ยวอี้ปิงกำลังฟังเรื่องของลูกชายอยู่นั้น เหวินฉีได้ยินคนเปิดประตูเข้ามาจึงได้ลุกขึ้นไปดู พอเห็นคนที่เพิ่งมาถึง ทำให้ชายหนุ่มอึกอักทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นใบหน้าบึงตึ้งของอีกฝ่าย

“ใครใช้ให้เธอมาที่นี่ กลับไปซะ” เถ้าแก่เถียนออกปากไล่เลี่ยวอี้ปิง อดีตคุณนายเถียนเพียงแต่ยิ้มบางๆบนใบหน้า ไม่ได้นึกโกรธอีกฝ่าย

“ฉันมาเยี่ยมลูกไม่ได้รึไง ถึงฉันจะหย่าขาดกับคุณแล้วแต่ฉันก็ยังเป็นแม่นะ ลูกเจ็บขนาดนี้จะให้ไม่มาสนใจใยดี ฉันทำไม่ได้”

“แต่ที่นี่ไม่ต้อนรับ” เถียนไถ่สือพูดสวนขึ้นมาทันควัน ทางด้านเหวินฉีที่ไม่คิดมาก่อนว่าเถียนไถ่สือจะกลับมาเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้จึงได้ช่วยพูดแก้ต่างแทนเลี่ยวอี้ปิงว่าทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเองที่เป็นคนบอกเลี่ยวอี้ปิงเรื่องหย่งหนาน เพราะหย่งหนานกำลังเจ็บ ถ้าหากเลี่ยวอี้ปิงได้มาดูแล หย่งหนานคงดีใจ เถียนไถ่สือได้ยินแบบนั้นจึงได้เห็นแก่ลูกชายแต่ก็ยังพูดประชดใส่

“ว่าแต่สามีของคุณนายเส้าไปไหนซะล่ะ ไม่ได้มาด้วยหรอ”

“ฉันมาคนเดียว”

“งั้นก็ดี ฉันไม่อยากให้ลูกได้เจอพ่อใหม่” เถียนไถ่สือทำหน้าบึ้งใส่อดีตภรรยา

“นี่คุณ ช่วยพูดให้มันดีหน่อยนะ ถ้าลูกได้ยิน ลูกจะคิดยังไง”

“ก็มันเรื่องจริง ทำไมคุณต้องกลัว” เลี่ยวอี้ปิงถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ทุกครั้งที่เธอเจอหน้าอดีตสามี อีกฝ่ายต้องพูดจาประชดเธอเรื่องสามีใหม่และก็จะจบลงด้วยการมีปากเสียง แต่คราวนี้เลี่ยวอี้ปิงไม่อยากโต้เถียงด้วยจึงได้เดินไปดูลูกชาย ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่หย่งหนานตื่นขึ้นมาพอดี หย่งหนานยิ้มด้วยความดีใจที่เห็นแม่มาหา ในขณะที่เลี่ยวอี้ปิงก้มลงหอมแก้มลูกชายด้วยความรักและถามลูกด้วยความห่วงใยว่าเขายังเจ็บแผลอยู่อีกมั้ย แม้หย่งหนานจะเจ็บแต่ก็ยังส่ายหน้าช้าๆ ด้านเถียนไถ่สือที่เห็นลูกชายตื่นแล้วจึงไม่คิดจะชวนเลี่ยวอี้ปิงทะเลาะต่อ จึงเดินเข้าไปหาลูกชายและยืนที่ข้างเตียงผู้ป่วยคนละด้านกับเลี่ยวอี้ปิง สองคนลดทิฐิที่มาต่อกันและช่วยกันดูแลลูกชาย เหวินฉียืนมองภาพนั้นได้ครู่เดียวจึงได้เดินเลี่ยงออกมาจากห้อง ถึงแม้พ่อแม่ของหย่งหนานจะหย่าขาดจากกันตั้งแต่หย่งหนานยังเด็ก แต่อย่างน้อยน้องชายของเขาก็ยังมีทั้งพ่อและแม่ที่แม้ยามเจ็บป่วยก็ยังมีคนดูแล ซึ่งต่างกับเขาโดยสิ้นเชิงที่เป็นเด็กกำพร้า หากไม่มีลุงคอยให้ความรักความเมตตา ป่านนี้เขาจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ เหวินฉียิ้มให้กำลังใจในโชชะตาของตัวเอง แต่เขากลับไม่เคยนึกน้อยใจหรือคิดอิจฉาใครทั้งนั้น และไม่เคยต้องการสิ่งใดเพื่อมาชดเชย

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 4:42 pm

สี่วันต่อมาหลังจากที่หย่งหนานไม่มีไข้เพราะพิษจากบาดแผล เถียนไถ่สือจึงได้พาหย่งหนานกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งตอนนี้ห้องนอนของเขาจึงไม่แตกต่างไปจากห้องพักฟื้นของผู้ป่วยในโรงพยาบาลแม้แต่น้อย และยังมีพยาบาลคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เมื่อเถ้าแก่เถียนคลายกังวลจากอาการบาดเจ็บของลูกชายแล้ว จึงได้เรียกเหวินฉีมาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

“ผมมั่นใจครับว่าเป็นฝีมือของเผิงเว่ยเจีย เพราะในบรรดาคู่แข่งของเรา คงไม่มีใครกล้าใช้วิธีสกปรกแบบนี้แน่ๆ และถึงผมจะไม่มีหลักฐานมาเอาผิดทางกฎหมายได้ แต่ขอเพียงคุณลุงสั่งมาคำเดียว ผมก็พร้อมที่จะแลกกับคนๆนี้ให้ถึงที่สุด ผมจะไม่ยอมให้หย่งหนานต้องเจ็บตัวฟรีหรอกครับ” เหวินฉีไม่ได้พูดด้วยอารมณ์หากแต่มันเป็นสิ่งที่เขาได้คิดไว้ในใจแล้ว ถ้าหากฝ่ายนั้นใช้วิธีรุนแรงเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับด้วยวิธีที่รุนแรงกว่า แต่ทว่าเถ้าแก่เถียนกลับยกมือห้าม

“ลุงไม่อยากให้แกเอาตัวเข้าไปเสี่ยงแบบนั้น ลุงตั้งใจจะล้างมือเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีแล้ว ก็ต้องใช้วิธีแบบที่คนดีเขาทำกัน อย่าได้ใช้วิธีแบบพวกนักเลง แล้วตอนนี้ที่ลุงอยากให้แกช่วยก็คือเรื่องในโรงแรมและคาสิโนทั้งหมด เราเสียลูกค้าไปเยอะมาก แกต้องช่วยดึงลูกค้ากลับมาให้ได้”

“เรื่องนั้นคุณลุงไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงโรงแรมของคุณลุงให้ได้ครับ” เถียนไถ่สือได้ยินคำพูดของเหวินฉีที่รับปากอย่างแข็งขันและได้เห็นความตั้งใจจริงของชายหนุ่มจึงได้ตบต้นแขนของหลานชายเบาๆเป็นการขอบคุณ

“ไม่ใช่โรงแรมของลุง แต่เป็นของอาหนานกับแก ถึงแกจะไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของลุง แต่ขอให้จำเอาไว้ว่าลุงมีลูกชายสองคนก็คือแกกับอาหนาน อาฉี..ลุงไม่ได้พูดเพื่อเอาใจแกนะ แต่แกเป็นลูกชายแท้ๆของน้องสาวที่ลุงรักมากที่สุด แกก็เป็นคนที่ลุงรักมากที่สุดและไม่ได้น้อยกว่าที่ลุงรักอาหนานเหมือนกัน” คำพูดของเถียนไถ่สือทำให้เหวินฉีรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก ตั้งแต่เล็กจนโตความรักที่เถียนไถ่สือมอบให้ไม่เคยลดน้อยลงเลย

“แล้วเรื่องที่เผิงเว่ยเจียทำกับเราล่ะครับ คุณลุงจะทำยังไง” เหวินฉีถามลุงด้วยความสงสัย เขาไม่ต้องการให้เถียนไถ่สือยอมเลิกราง่ายๆแบบนี้ แต่เถียนไถ่สือรู้ใจของหลานชายดี จึงได้บอกให้เขารออยู่ที่นี่อย่างใจเย็น แม้ชายหนุ่มจะไม่เข้าใจเหตุผลที่ลุงบอกให้เขารอแต่เขาก็ไม่ได้ขัดคำสั่ง จึงได้เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อปรึกษาเถียนไถ่สือเรื่องโรงแรมต่อ แต่ในระหว่างที่ลุงกับหลานชายคุยเรื่องงานกันอยู่นั้น ลูกน้องได้เข้ามารายงานว่าเผิงเว่ยเจียมาขอพบ ในตอนนั้นเหวินฉีจึงพอจะเดาเหตุผลของเถียนไถ่สือได้


ที่ห้องโถงใหญ่ที่เป็นห้องรับแขกในคฤหาสน์ของสกุลเถียน เถ้าแก่เผิงนั่งรอเจ้าของบ้านพร้อมลูกชาย โดยถัดไปนั้นมีซูเกาเจี้ยนยืนก้มหน้าประสานมือด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง โดยมีลูกน้องคนอื่นติดตามมาด้วยเพียงแค่สองคนเท่านั้น หลังจากนั่งรอได้สักพัก เถ้าแก่เถียนจึงเดินเข้ามาพร้อมด้วยเกาเหวินฉี ทำให้อดีตเจ้าพ่อมาเฟียทั้งสองคนได้เผชิญหน้ากัน

“พี่เผิง..ลมอะไรถึงได้หอบพี่มาที่นี่ได้เนี่ย” เถ้าแก่เถียนยิ้มทักทายเถ้าแก่เผิงที่ลุกยืนขึ้นมารอรับ

“พี่เถียนอย่าพูดแบบนั้นเลย ที่ฉันมาเนี่ยก็ต้องการจะมาเยี่ยมหลานชาย แล้วตอนนี้หลานชายเป็นอย่างไรบ้าง หายเจ็บแล้วรึยัง” เถ้าแก่เผิงรีบยื่นกระเช้าของเยี่ยมให้กับเถ้าแก่เถียนด้วยรอยยิ้ม

“อาหนานถูกคนลอบทำร้ายจนเจ็บหนักขนาดนั้น คงไม่หายง่ายๆหรอก” เถ้าแก่เถียนมองไปทางเผิงจินหู่ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย หากแต่สายตาแข็งกร้าวนั้นทำให้เผิงจินหู่ไม่กล้าสบตาตอบ “แล้วหลานชายล่ะ สบายดีมั้ย”

“สบายดีครับ” เผิงจินหู่ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่ว

“งั้นก็ดี แต่อาหนานนี่สิน่าสงสาร จนป่านนี้ยังลุกจากเตียงไม่ได้ ทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ จนอยากจะเห็นหน้าไอ้คนทำนัก ถ้าเจอตัวเมื่อไหร่ ฉันไม่เอามันไว้แน่” เถ้าแก่เถียนพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก หากแต่สายตาที่มองไปทางเผิงจินหู่นั้นเหมือนแววตาของเสือที่กำลังจ้องจะตะครุบเหยื่อ

“พี่เผิง..ในฐานะที่ฉันกับพี่รู้จักกันมานาน ฉันถึงให้เกียรติพี่และรออยู่ที่นี่อย่างใจเย็น เพราะฉะนั้นที่พี่เผิงมาหาวันนี้ คงไม่ได้แค่มาเยี่ยมอาหนานอย่างเดียวใช่มั้ย” เถ้าแก่เถียนพูดกับเถ้าแก่เผิงอย่างไม่อ้อมค้อมทำให้อีกฝ่ายรู้ได้ทันทีว่าเถ้าแก่เถียนเดาเหตุการณ์ได้ทั้งหมดแล้ว เถ้าแก่เผิงจึงพูดกับเถ้าแก่เถียนอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

“พี่เถียนเข้าใจถูกแล้ว ฉันมาที่นี่ไม่ได้แค่มาเยี่ยมหลานชาย แต่มาเพื่อขอรับโทษจากพี่เถียนด้วย” เถ้าแก่เผิงพูดจบก็สั่งเกาเจี้ยนให้เงยหน้าขึ้น ทำให้เถ้าแก่เถียนและเหวินฉีได้เห็นใบหน้าของซูเกาเจี้ยนที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ จากนั้นเถ้าแก่เผิงจึงได้พูดต่อ

“ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาพี่เถียนคงไม่สบายใจอยู่ไม่น้อยที่คนของฉันคอยมาหาเรื่องอยู่ตลอด แต่พี่ก็ยังมีน้ำใจไม่ถือโทษเอาความ แต่ลูกน้องของฉันแทนที่มันจะสำนึก มันกลับไม่รักดีและทำเรื่องที่ร้ายแรงที่สุด พี่เถียน..ฉันรู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมากที่ลูกน้องของฉันทำร้ายหย่งหนานจนบาดเจ็บขนาดนี้และยังเรื่องระเบิดปลอมนั่นด้วย ฉันรู้ดีว่าแค่คำขอโทษมันคงไม่พอ ฉันจึงได้นำตัวคนผิดมาขอรับโทษจากพี่ด้วย พี่เถียนจะทำอะไรกับมันก็ได้ ขอแค่พี่เถียนหายโกรธและสบายใจก็พอ” เถ้าแก่เผิงพูดจบก็สั่งให้เกาเจี้ยนมาคุกเข่าตรงหน้าเถ้าแก่เถียน

“ยังไม่รีบขอโทษพี่เถียนอีก” เถ้าแก่เผิงออกคำสั่ง เกาเจี้ยนถึงกล่าวคำขอโทษพร้อมทั้งโขกศีรษะลงที่พื้น แต่เถ้าแก่เถียน กลับหันหนีคล้ายไม่ยอมรับ เกาเจี้ยนจึงได้โขกศีรษะลงที่พื้นต่อไปโดยไม่ยอมหยุด

“พี่เผิงกำลังจะบอกฉันใช่มั้ยว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความคิดของเกาเจี้ยนคนเดียว ส่วนคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็น” เถ้าแก่เถียนชำเลืองสายตาลงไปมองเกาเจี้ยนที่ยังโขกศีรษะอยู่แล้วจึงชำเลืองสายตาขึ้นไปมองเผิงจินหู่

“ฉันสอบสวนแล้ว มันยอมรับว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นคนต้นคิดและออกคำสั่ง พี่เถียนต้องเข้าใจว่าเกาเจี้ยนรับใช้ฉันมานาน พอฉันให้มันมาช่วยอาหู่ มันก็อยากจะช่วยอย่างเต็มที่ เพียงแต่วิธีของมันไม่ต่างอะไรกับหมาลอบกัด ฉันรู้ว่าคนของฉันผิด ฉันถึงได้ลงโทษมันมาก่อนที่จะส่งตัวมันมาให้พี่เพื่อแสดงความจริงใจและจากนั้นพี่จะทำอะไรกับมันก็ได้ขอเพียงพี่ให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น”

“ถ้าฉันจะฆ่ามันก็คงได้ใช่มั้ย” เถ้าแก่เถียนพูดสวนขึ้นมาทันทีทำให้เกาเจี้ยนหยุดโขกศีรษะและหันหน้าไปมองเจ้านาย

“สุดแล้วแต่พี่เถียนเถอะ” เถ้าแก่เผิงตอบคำถามของอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล ทำให้เกาเจี้ยนก้มหน้าลงอย่างยอมรับในชะตา เถ้าแก่เถียนจึงหันไปพยักหน้าให้กับเหวินฉี ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าจะต้องทำอย่างไร จึงได้ลากตัวเกาเจี้ยนออกไปยังกลางห้องโถง และสั่งให้ลูกน้องจัดการกับเกาเจี้ยน ลูกน้องของเหวินฉีทั้งช่วยกันรุมทั้งเตะและต่อยอย่างไร้ความปราณีด้วยความโกรธแค้น จนใบหน้าของเกาเจี้ยนบวมปูด หางคิ้วแตกและมีเลือดไหลซึมที่มุมปาก แต่นั่นยังไม่อาจทำให้เถ้าแก่เถียนที่นั่งมองดูอยู่ด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉยออกคำสั่งให้หยุดลงมือได้ เผิงจินหู่มองดูเกาเจี้ยนต้องรับผิดแทนตนเองจนฝ่ามือชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ในขณะที่เถ้าแก่เผิงนั่งดูลูกน้องที่กำลังโดนรุมทำร้าย แม้อยากช่วยขอร้องกับเถ้าแก่เถียนให้เมตตาแต่ก็ทำไม่ได้ จนกระทั่งเกาเจี้ยนทรุดลงที่พื้นในสภาพที่บอบช้ำ เถ้าแก่เถียนจึงได้ยกมือขึ้น ทำให้เหวินฉีรีบสั่งให้ลูกน้องหยุดลงมือทันที

“ฉันจะเห็นแก่พี่เผิงที่แสดงความจริงใจกับฉัน ฉันก็จะให้เกียรติพี่เผิงไม่ถือโทษเอาความอีก ยังไงอาหนานก็เจ็บไปแล้ว โรงแรมของฉันก็เสียชื่อเสียงไปแล้ว ก็ให้มันจบแค่นี้เถอะ และฉันก็หวังว่าเรื่องแบบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ไม่งั้นจะหาว่าฉันไม่ให้เกียรติพี่เผิงไม่ได้นะ” เถ้าแก่เถียนพูดด้วยรอยยิ้มหากแต่สายตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

“พี่เถียนให้เกียรติฉันถึงขนาดนี้ ฉันรับรองว่ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก” เถ้าแก่เผิงให้ลูกน้องที่ตามมาด้วยไปประคองเกาเจี้ยนให้มาหาเถ้าแก่เถียนเพื่อขอบคุณที่อีกฝ่ายปราณี ไม่ถือโทษเอาความอีก เถ้าแก่เถียนจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ จากนั้นจึงได้พูดกับเผิงจินหู่

“พี่เผิงโชคดีนะที่มีลูกชายที่มีความสามารถและฉลาดอย่างเธอ แต่ฉันก็หวังว่าเธอจะใช้มันในทางที่ถูกต้องด้วย เพราะพ่อของเธออุตส่าห์ทำธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แสดงว่าเขาก็คงเหมือนกับฉันที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดี เพราะฉะนั้นอย่าให้ชื่อเสียงของเขาต้องมัวหมองเพราะมือของเธอเลยนะ ครั้งนี้ฉันยอมให้เพราะเห็นแก่พ่อของเธอ แต่ครั้งหน้าถ้ายังมีใครหน้าไหนกล้าเล่นสกปรกแบบนี้อีก ฉันจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น” คำพูดของเถ้าแก่เถียนทำให้เผิงจินหู่พยักหน้ารับแต่ไม่มีเสียงพูดรับปากคล้ายมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ

“ฉันรับรองได้พี่เถียน เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะในเมื่อฉันคิดจะแข่งกันทำธุรกิจกับพี่เถียน ฉันก็ต้องแข่งกับพี่อย่างขาวสะอาดและฉันก็เชื่อว่าพี่เถียนคงคิดแบบนั้น”

“แน่นอน ตอนนี้งานทั้งหมดฉันให้อาหนานกับอาฉีช่วยกันดูแล พวกเขาเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ มีความคิดที่บางทีคนรุ่นเราก็ยังตามไม่ทัน และมากกว่านั้นพวกเขาไม่ชอบใช้วิธีหมาลอบกัดด้วย เพราะพวกเขารู้ว่าฉันไม่ชอบ และเมื่อฉันไม่ชอบ พวกเขาก็จะไม่มีวันทำและถ้าใครทำเท่ากับทำให้ฉันโกรธ พี่เผิงก็รู้นี่ว่าเวลาฉันโกรธขึ้นมามันน่ากลัวแค่ไหน” เถ้าแก่เถียนพูดด้วยรอยยิ้ม พอพูดจบเขาจึงได้หัวเราะออกมา ทำให้เถ้าแก่เผิงหัวเราะตาม จากนั้นเถ้าแก่เผิงจึงได้ขอตัวกลับ ซึ่งเถ้าแก่เถียนให้เหวินฉีตามออกไปส่ง เมื่อทั้งเถ้าแก่เผิง จินหู่และเกาเจี้ยนนั่งอยู่ในรถแล้ว เถ้าแก่เผิงจึงได้พูดขึ้นด้วยเสียงดุ

“ทีนี้พวกแกสองคนจำไว้เลยนะ อย่าคิดที่จะทำเรื่องเหลวไหลแบบนี้อีก เข้าใจมั้ย” เผิงจินหู่กับเกาเจี้ยนรีบรับคำ จากนั้นเถ้าแก่เผิงจึงได้ถอนหายใจออกมาและได้บอกกับเกาเจี้ยนให้พักรักษาตัวให้หายดีโดยที่เถ้าแก่เผิงจะออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดพร้อมทั้งเงินก้อนหนึ่งเป็นค่าตอบแทนที่เขายอมเจ็บตัวแทนเผิงจินหู่ แต่เกาเจี้ยนไม่กล้ารับเพราะที่เขาทำไปก็เพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ไม่ว่ายังไงเถ้าแก่เผิงก็บังคับให้เกาเจี้ยนยอมรับจนได้ เผิงจินหู่ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงส่งเกาเจี้ยนให้เถ้าแก่เถียนเหมือนกับเนื้อเข้าปากเสือ แต่เถ้าแก่เผิงกลับตอบว่าเพราะเขารู้จักนิสัยของเถียนไถ่สือดี เรื่องครั้งนี้ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบและเขาก็เชื่อว่าเถียนไถ่สือจะไม่ฆ่าเกาเจี้ยน เหมือนที่เกาเจี้ยนก็เชื่อใจเผิงเว่ยเจียที่จะไม่ปล่อยให้เขาต้องตายไปจริงๆ จากนั้นเผิงเว่ยเจียจึงกำชับทั้งสองคนอีกครั้งให้จำเรื่องครั้งนี้เป็นบทเรียน เพราะในเมื่อเถียนไถ่สือไม่เคยมาหาเรื่องก่อน มันก็ไม่สมควรที่จะไปแหย่หนวดเสือ และจากนี้ไปขอให้ต่างคนต่างอยู่และถ้าจะสู้ก็ขอให้สู้กันในเกมธุรกิจอย่างขาวสะอาด ซึ่งทั้งเผิงจินหู่และเกาเจี้ยนต่างรับปากจะทำตาม

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 4:43 pm

ห้องทำงานของเกาเหวินฉีที่ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังทำงานอย่างเคร่งเครียด เพราะเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์นับตั้งแต่โรงแรมถูกคนส่งระเบิดปลอมมาให้จนถึงวันที่หย่งหนานถูกลอบทำร้าย เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าจำนวนลูกค้าลดลงไปกว่าครึ่ง มือข้างหนึ่งของเขากุมขมับส่วนมืออีกข้างกำลังคลิกเม้าท์เพื่อค่อยๆดูแผนการตลาดที่เขาได้ร่างขึ้นมาใหม่ แต่ชายหนุ่มยังไม่แน่ใจว่ามันจะได้ผลหรือไม่ เพราะตอนนี้ลูกค้ายังขาดเชื่อมั่นในโรงแรมของเขาอยู่ เสียงถอนหายใจของเหวินฉีดังขึ้นมาเมื่อเขาเอนหลังไปที่พนักเก้าอี้และยืดแขนออกเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า หลังจากได้พักสายตาสักครู่ชายหนุ่มจึงลงมือทำงานต่อ แต่พอเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่มุมล่างขวามือของจอคอมพิวเตอร์ที่เป็นเวลาเกือบจะบ่ายสี่โมงเย็นแล้ว ทำให้เขาต้องละมือจากการทำงานตามคำสั่งของเถียนไถ่สือที่ขอให้เขารีบกลับถึงบ้านก่อนค่ำตั้งแต่เกิดเรื่องกับหย่งหนาน เหวินฉียิ้มที่มุมปากแล้วจึงหยิบแฟรชไดร์ขึ้นมาเพื่อบันทึกไฟล์งานในคอมพิวเตอร์เพื่อกลับไปทำที่บ้านต่อและหยิบแฟ้มเอกสารกลับไปด้วย แต่แฟ้มที่เขาต้องการหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เหวินฉีจึงคิดว่ามันคงจะอยู่ในห้องของหย่งหนานจึงได้เดินไปที่ห้องทำงานของญาติผู้น้อง ซึ่งของบนโต๊ะยังถูกจัดวางไว้อย่างเรียบร้อย เพียงแต่ขาดเจ้าของโต๊ะมานั่งทำงานอยู่เท่านั้น และเหวินฉีก็เดาถูกจริงๆเมื่อเห็นแฟ้มสีเทาที่เขาต้องการวางไว้ข้างๆคอมพิวเตอร์ ชายหนุ่มจึงเดินไปหยิบขึ้นมาแต่ว่าปลายของหัวแฟ้มกลับไปปัดสมุดบันทึกของหย่งหนานที่วางอยู่ใกล้กันจนหล่นลงพื้น เขาจึงรีบก้มลงไปเก็บเพื่อจะนำมาไว้ที่เดิม ในตอนนั้นเหวินฉีจึงได้เห็นรูปถ่ายจำนวนหกใบซ่อนอยู่ แม้จะเป็นรูปถ่ายส่วนตัวแต่ความอยากรู้ทำให้ชายหนุ่มต้องขอแอบดูสักครั้ง แววตาของเหวินฉีเปล่งประกายพร้อมด้วยรอยยิ้มน้อยๆที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาเมื่อภาพถ่ายหกใบนั้นเป็นภาพของหย่งหนานกับรัญชิดาที่ถ่ายไว้ด้วยกันที่มาเก๊าทาวเวอร์

ภาพถ่ายนั้นทำให้เขานึกถึงผู้หญิงในภาพ เพราะตั้งแต่เธอกลับฮ่องกงไปแล้ว เขากับหย่งหนานก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้อีก แม้จะรอให้เธอเป็นฝ่ายติดต่อกลับมา มันก็เป็นเพียงการเฝ้ารอที่ไม่เคยสมหวัง จนทำให้ญาติผู้น้องของเขาไม่เพียงป่วยทางกายแต่ยังเป็นไข้ใจที่คงไม่มียาขนานใดจะรักษาให้หายขาด ครั้นพอนึกรัญชิดาก็ทำให้เหวินฉีนึกถึงธีรกานต์ ถ้าเขาเดาไม่ผิด สาเหตุที่ว่าที่น้องสะใภ้ของเขาหายหน้าไปก็คงเป็นฝีมือของเธอ ผู้หญิงที่ไม่มีเหตุผลในสายตาของชายหนุ่ม เหวินฉีหยิบรูปถ่ายติดมือมาพร้อมเอกสารเพื่อกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง เพื่อไปหานามบัตรของพิมพ์อร บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะให้คำตอบกับเขาทั้งหมดได้

รถเบนซ์สีดำจอดอยู่หน้าร้านอาหารไทยในถนนนัมกว๊อก ถึงแม้จะเป็นเวลาหกโมงเย็นแล้วแต่ภายในร้านก็ยังมีลูกค้านั่งรับประทานอาหารกันอยู่ โชคดีที่เหวินฉีเกลี่ยกล่อมพิมพ์อรได้สำเร็จจนเธอยอมบอกว่าบ้านของรัญชิดาอยู่ที่ไหน ไม่อย่างงั้นเขาคงต้องเปลืองแรงให้ลูกน้องช่วยตามหา ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับเขาจะต้องไม่มีคำว่ารอ เพราะการรอคอยคำตอบทำให้เขาต้องเสียเวลาอันมีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์ เหวินฉีจึงเลือกที่หาคำตอบทางอื่นที่เร็วกว่า และพิมพ์อรก็ยอมช่วยเหลือเขาจริงๆ

เหวินฉีเดินลงจากรถและเข้าไปในร้าน โดยมีพนักงานรีบเข้าไปต้อนรับและรีบพาไปนั่งที่โต๊ะเหมือนเขาเป็นลูกค้าของร้านคนหนึ่ง แต่ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังจะสั่งอาหาร ลูกสาวคนโตของเจ้าของร้านกลับหันมาเห็นพอดี หญิงสาวจึงได้เดินหน้าบึ้งมาทางเหวินฉีที่ฉีกยิ้มกว้างรอเธออยู่อย่างใจเย็น

“ร้านนี้ไม่ต้อนรับมาเฟีย เชิญออกไปซะ” ธีรกานต์เดินมาถึงก็ชี้นิ้วไปที่ประตูร้านและออกปากไล่ หากแต่เหวินฉีกลับก้มหน้าสั่งอาหารต่อ ทำเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูด

“ฉันบอกว่าร้านนี้ไม่ต้อนรับ ออกไปซะ” หญิงสาวดึงเมนูอาหารมาจากมือของเหวินฉี ทำให้ชายหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นมาจึงได้เห็นใบหน้าที่บึ้งตึงของหญิงสาว

“ผมเป็นลูกค้านะครับ มีเจ้าของร้านที่ไหนบ้างที่ออกปากไล่ลูกค้าทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด” เหวินฉียิ้มที่มุมปาก ทำให้ธีรกานต์เม้มปากเน้น นิ้วมือข้างที่ชี้ไปทางประตูไล่เหวินฉีเมื่อครู่ ตอนนี้กลับชี้ขึ้นลงอยู่ตรงหน้าเหวินฉี ในขณะที่ทั้งสองคนจะปะทะคารมกันกลางร้าน พ่อและแม่ของหญิงสาวต่างรีบเดินเข้ามาช่วยกันห้ามศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น

“คุณจะรับอะไรดีคะ ร้านเรามีทั้งอาหารไทย อาหารจีนนะคะ” แม่โรสรีบแย่งเมนูมาจากมือลูกสาวเพื่อยื่นให้เหวินฉี

“ใช่ครับ มีตั้งแต่อาหารธรรมดาจนถึงอาหารรสเลิศแบบโรงแรมห้าดาว ร้านเราก็มีนะครับ เชิญคุณค่อยๆเลือกตามสบาย” พ่อดลจับตัวของธีรกานต์ไว้แน่นพร้อมทั้งพูดกับเหวินฉีด้วยรอยยิ้ม

“ผมอยากได้อาหารสำหรับคนป่วยครับ เพราะตอนนี้น้องชายของผมกำลังไม่สบาย กินอะไรไม่ค่อยได้ พวกคุณพอจะแนะนำให้ผมได้มั้ยครับ”

“มีค่ะ ฉันแนะนำโจ๊กข้าวโพดนะคะที่ผสมกับสารพัดเห็ดที่เคี่ยวกันจนเนียนเป็นเนื้อเดียว ฉันรับรองว่าจะช่วยทำให้คนป่วยเจริญอาหาร หรือไม่ก็เป็นข้าวต้มปลาที่ผสมสมุนไพรสิบสองชนิด จะได้รับรสหวานของน้ำซุปและกลิ่นหอมของสมุนไพรด้วยค่ะ” เหวินฉีได้ยินชื่อเมนูจึงพยักหน้าตกลงสั่งทั้งสองอย่างตามคำแนะนำ แม่โรสจึงรีบเข้าไปสั่งในครัวให้รีบทำพร้อมทั้งห่อใส่กล่องเพื่อให้เหวินฉีเอากลับไปที่บ้าน ในระหว่างที่รออาหาร ชายหนุ่มจึงได้ลองถามว่าที่ร้านมีบริการส่งอาหารให้กับลูกค้ามั้ย ไม่ทันที่พ่อดลจะตอบ ธีรกานต์ก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนว่าไม่มี ทำให้เหวินฉีชี้ให้ธีรกานต์ดูที่ด้านหน้าเมนูว่าที่ร้านมีบริการส่งอาหารให้ลูกค้า ทำให้หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วถึงได้พูดขึ้น

“ที่ร้านฉันมีบริการส่งอาหาร แต่จะไม่ส่งให้นายพอใจมั้ย”

“คุณจะไม่ส่งให้ผมก็เรื่องของคุณ แต่ผมจะสั่งมีอะไรมั้ย” เหวินฉีไม่ได้สนใจในคำพูดของธีรกานต์แม้แต่น้อย แต่กลับหันไปคุยกับพ่อของหญิงสาวว่าเขาจะสั่งอาหารสำหรับคนป่วยวันละสามมื้อจนกว่าหย่งหนานจะหายดี โดยให้ทางร้านคิดเมนูได้เลยว่าจะทำอะไรไปให้ และจะให้ลูกน้องเป็นคนมารับที่ร้าน ธีรกานต์ได้ยินแบบนั้นก็เตรียมจะพูดค้าน แต่พ่อดลก็ชิงรับปากเหวินฉีไปเสียก่อน ทำให้ธีรกานต์ทำอะไรไม่ได้และคิดจะกลับไปทำงานต่อ แต่ทว่าเธอก็ต้องหันหน้ากลับมาเมื่อได้ยินคำถามของชายหนุ่ม

“นี่น้องสะใภ้ของผมไปไหนซะล่ะ ตั้งแต่ผมเข้ามายังไม่เห็นหน้าของเธอเลย หรือว่า..เธอโดนคุณจับขังไว้ในห้อง ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน”

“น้องสาวฉันไปเป็นน้องสะใภ้ของนายตอนไหนไม่ทราบ แล้วอีกอย่างเพราะปากเน่าๆของนายทำให้น้องสาวของฉันต้องมีชื่อไปยุ่งเกี่ยวกับพวกนายด้วย ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีเลยนะ ยังจะมาปากดีแถวนี้อีก นี่ถ้าไม่เห็นว่านายเป็นลูกค้า ฉันเอาไม้กวาดไล่นายไปนานแล้ว” ธีรกานต์ต่อว่าเหวินฉีจนแทบจะลืมหายใจ ในขณะอีกฝ่ายเพียงกอดอกและพยักหน้าขึ้นลงอย่างช้าๆ

“คือลูกสาวคนเล็กของผมไม่ค่อยสบายครับ ไม่ทราบคุณมีอะไรกับเธอรึเปล่า” พ่อดลเกรงว่าสองคนนี้จะมาทะเลาะกันในร้านจนทำให้ลูกค้าแตกตื่น จึงได้ชิงพูดตัดบทขึ้นมาก่อน เหวินฉีจึงได้บอกว่าเขาไม่ได้มีธุระกับรัญชิดา เพียงแต่เขาติดต่อเธอไม่ได้ ก็เลยรู้สึกเป็นห่วง พ่อดลจึงขอบคุณในความห่วงใยของเขาพร้อมทั้งถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ธีรกานต์เดินหน้าบึ้งกลับไปทำงานต่อโดยไม่สนใจเหวินฉีที่กำลังหัวเราะในลำคอ เมื่อนึกขำท่าทางที่กระฟัดกระเฟียดของเธอ ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที แม่โรสก็เดินถือกล่องอาหารที่เหวินฉีสั่งออกมาให้ หลังจากที่จ่ายค่าอาหารแล้วเหวินฉีจึงได้กำชับกับพ่อดลเรื่องที่เขาสั่งอาหารกับทางร้าน โดยเริ่มพรุ่งนี้เป็นวันแรก จากนั้นจึงได้ขึ้นรถออกไป


เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เลยเวลาอาหารเย็นไปแล้ว ยังดีที่เขาได้โทรศัพท์มาบอกเถ้าแก่เถียนไว้ก่อนว่าไม่ต้องรอ ไม่งั้นป่านนี้คุณลุงของเขาจะต้องนั่งรอเขาอยู่ หลังจากคนรับใช้เห็นเหวินฉีกลับมาก็เตรียมเข้าไปบอกแม่ครัวให้เตรียมตั้งโต๊ะอาหาร แต่ชายหนุ่มได้ถามถึงหย่งหนานกับเด็กรับใช้ว่าหย่งหนานกินข้าวแล้วรึยังและกินได้เยอะมั้ย ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาก็เหมือนที่เขาเดาไว้ไม่มีผิด หย่งหนานกินข้าวไม่ได้ เพราะความเครียดจากปัญหาเรื่องงานที่ยังค้างอยู่และยังป่วยเป็นไข้ใจอีกด้วย ทำให้จนป่านนี้หย่งหนานถึงยังไม่ดีขึ้น หลังจากรู้ว่าวันนี้ญาติผู้น้องไม่เจริญอาหาร เหวินฉีจึงได้ให้เด็กรับใช้เอาอาหารที่เขาซื้อมาไปใส่ชามและยกตามขึ้นไปข้างบน

เหวินฉีเคาะประตูห้องเบาๆเพื่อให้คนข้างในรู้ตัว จากนั้นจึงได้เปิดประตูเข้าไปในห้อง พยาบาลที่กำลังเปลี่ยนกระปุกน้ำเกลือให้หย่งหนานจึงได้หันมายิ้มให้เหวินฉีและจึงรีบทำงานของเธอต่อให้เสร็จ หลังจากนั้นพยาบาลจึงเดินเลี่ยงออกไปข้างนอกในขณะที่คนรับใช้ก็เดินถือถาดอาหารเข้ามาและรีบนำไปวางไว้ที่โต๊ะที่อยู่ข้างเตียงและจึงได้ออกไป เหวินฉีเดินไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงคนป่วยมองดูญาติผู้น้องที่ใบหน้ายังคงซีดเซียว ในขณะที่หย่งหนานลืมตาขึ้นมามองตอบด้วยรอยยิ้มจางๆและพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังอ่อนล้า

“งานที่โรงแรมเป็นยังไงบ้าง มีลูกค้ากลับเข้ามาเพิ่มบ้างรึยัง” เหวินฉียิ้มตอบให้หย่งหนานและตบที่หลังมือเบาๆ

“ถามเรื่องงานอีกแล้วนะ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวฉันจะจัดการทุกอย่างให้เอง ส่วนหน้าที่ของนายตอนนี้คือพักผ่อนให้มากและก็อย่าเครียด นี่ฉันจะบอกให้นะว่านายป่วยแบบนี้สภาพของนายดูไม่ได้จริงๆ” เหวินฉีพูดพลางหัวเราะเยาะ

“ฉันดูแย่มากเลยรึไง” หย่งหนานถามด้วยน้ำเสียงที่ลังเล

“ใช่..ดูแย่มาก ถ้าแฟนของนายมาเห็นนายตอนนี้ เธอบอกเลิกนายแน่ๆ” เหวินฉีพูดจบ หย่งหนานก็ทำหน้าเศร้าทันทีและยังตัดพ้อว่าที่ผ่านมาเขาคงคิดไปเองฝ่ายเดียวมากกว่า ทำให้เหวินฉีที่นั่งฟังคนป่วยพูดด้วยความน้อยใจต้องหัวเราะออกมาอย่างนึกขำ

“มันไม่ตลกเลยนะ เห็นคนอกหักยังจะมาซ้ำเติมกันอีก” คำพูดของหย่งหนานยิ่งทำให้เหวินฉีหัวเราะมากกว่าเดิม ยิ่งเหวินฉีหัวเราะหย่งหนานก็ยิ่งทำหน้าเหมือนคนป่วยใกล้จะตายเสียให้ได้ จนเหวินฉีนึกสงสารจึงได้หยุดหัวเราะพร้อมทั้งช่วยประคองให้หย่งหนานลุกขึ้นมานั่งและให้หลังของเขาพิงไปที่หมอนใบใหญ่

“เอานี่..โจ๊กข้าวโพด ฉันไปซื้อมาให้จากร้านของแฟนนายเชียวนะ กินซักหน่อย” เหวินฉีทำท่าจะป้อนให้ แต่หย่งหนานหันหน้าหนี จนเหวินฉีต้องพูดซ้ำอีกครั้งว่าเป็นโจ๊กข้าวโพดจากร้านอาหารของพ่อแม่ของรัญชิดา เขาก็ยังดื้อไม่ยอมกิน เหวินฉีเห็นหย่งหนานดื้อขนาดนั้นจึงได้วางถ้วยโจ๊กและเล่าให้หย่งหนานฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับรัญชิดา ทำไมเธอได้ถึงเงียบหายไป

ตั้งแต่หย่งหนานเกิดเรื่องจนเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่ง ชื่อของรัญชิดาก็พลอยเข้าไปเกี่ยวข้องกับสกุลเถียนในฐานะของว่าที่ลูกสะใภ้ของเถ้าแถ่เถียนไถ่สือ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ธีรกานต์โกรธน้องสาวเป็นอย่างมากโดยที่เหวินฉีก็ไม่เคยเข้าใจถึงเหตุผลของธีรกานต์ที่พยายามขัดขวางรัญชิดากับหย่งหนานแม้แต่น้อย หลังจากรัญชิดากลับไปฮ่องกงแล้ว ธีรกานต์ได้เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ของรัญชิดาให้ใหม่และไม่ยอมให้เธอติดต่อใครทั้งนั้นนอกจากพิมพ์อรคนเดียว โดยที่รัญชิดาจะคุยกับพิมพ์อรได้ก็ต่อเมื่อธีรกานต์เป็นคนต่อสายโทรศัพท์ให้และมีธีรกานต์นั่งฟังอยู่ด้วย และนั่นคือสิ่งที่พิมพ์อรได้เล่าให้เหวินฉีฟังจนทำให้เขารู้สึกว่าธีรกานต์ไม่มีเหตุผลและยังใจร้าย ทำกับน้องสาวเหมือนกับรัญชิดาเป็นนักโทษ หย่งหนานได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วแม้จะดีใจอยู่บ้างที่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ารัญชิดาไม่ได้หนีเขาไปไหน แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องธีรกานต์ถึงกีดกันน้องสาวไม่ให้คบกับเขาจึงได้ถามเหวินฉีขึ้น

“คุณพิมพ์อรได้บอกนายรึเปล่าว่าทำไมพี่สาวของดาถึงไม่อยากให้ดาคบกับฉัน”

“ไม่ได้บอก แต่วันนั้นที่ฉันทะเลาะกับเธอที่โรงพยาบาล ฉันรู้สึกว่าเธอมีอคติกับมาเฟียมาก และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอไม่อยากให้น้องสาวคบกับนายก็ได้นะ” หย่งหนานได้ยินคำสันนิษฐานของเหวินฉีแล้ว จึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สีหน้าของเขาดูเศร้าหมองลงในทันที เหวินฉีรู้ว่าเวลานี้หย่งหนานรู้สึกอย่างไร จึงได้รีบขอโทษญาติผู้น้อง

“ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้นายคิดมากนะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดก็ได้ ผู้หญิงคนนั้นไม่มีเหตุผล ปากก็ร้ายแล้วก็ดูเผด็จการมาก เธอคงโกรธที่ฉันไปว่าเธอก่อน เธอก็เลยหาทางขัดขวางไม่ให้นายกับดาได้เจอกันเป็นการเอาคืนฉันไง” ชายหนุ่มพยักหน้าให้หย่งหนานเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อที่ตามเขาพูด หย่งหนานจึงได้พยักหน้าตามช้าๆและจึงล้มตัวลงนอน แม้เหวินฉีจะบอกให้เขาลองกินโจ๊กข้าวโพดหรือข้าวต้มปลาที่เขาซื้อมาฝากก่อน แต่หย่งหนานก็ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมทั้งหลับตาลงคล้ายไม่ใยดีกับสิ่งใดอีกแล้ว เหวินฉีรู้ดีว่าบาดแผลในใจของหย่งหนานกำลังถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้ง บาดแผลที่ทำให้เขาเจ็บและไม่มีวันลืม


----------------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไป

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
lingu
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6491
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 9:15 pm


ดีจังพี่หย่งหนานออกจาก รพ.แล้ว แถมพี่เหวินฉีก็น่าร๊ากก มาสั่งอาหารบำรุงน้องชายด้วย แต่จะให้ดีต้องให้น้องรัญ

ส่งอาหารไปด้วยตัวเองรับรองคนป่วยหายเร็วแน่ค่ะ ดูท่าพี่หย่งหนานนอกจากจะป่วยกายแล้วยังป่วยใจด้วย

เพราะงั้นต้องรักษาให้ถูกยานะคะ I love you

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=linguniang&group=3]Chil
midori
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
avatar

จำนวนข้อความ : 51
: 40
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 9:38 pm

แวะมาอ่านแล้วนะคะ ทับทิม 555 เกาเจี้ยนโดนแค่นั้นยังเบาะๆเนอะ Evil or Very Mad แต่จะบอกว่าเกาเจี้ยนก็ไม่ได้ร้ายกาจ

อะไรหรอกก็แค่ลูกน้องที่จงรักภักดีแต่ทำอะไรไม่คิดไปแค่นั้น อะแหม อยากให้พี่จินหู่โดนหนักๆ มามิว่าพี่แก

เล่นแทงข้างหลังไม่แมนเลยนะ หุหุ แต่ตอนที่ต้องประมือกับพี่เหวินฉีคงสมน้ำสมเนื้อกันนะ (นี่เดาเนื้อเรื่องไป

ก่อนล่ะนะ) รออ่านต่อไปค่ะ lol!
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 03, 2012 10:52 pm



ขำคำที่จางงี้ใช้เรียกจัง "ท่านเกากับนู๋กานต์"

ทำให้นึกถึงสิงโตผู้น่าเกรงขามกับแมวสาวสุดซ่าส์แต่ก็ขี้อ้อน


ตอนนี้พี่เหวินฉีกวนได้ใจดีแท้ค่ะ ต้องแบบนี้แหล่ะถึงจะปราบจอมเผด็จการอยู่หมัด

จิ้นภาพเวลาสองคนแต่งงานกัน คุณแม่เจ้าระเบียบกับคุณพ่อช่างแหย่ คุณลูกคงขำน่าดู

_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sun Nov 04, 2012 11:18 am

พี่งี้..พี่เรียกพี่กานต์ได้น่ารักน่าเอ็นดูเชียวค่ะ นู๋กานต์ของพี่เกา อิอิ


พี่หลิน..พี่เหวินฉีกำลังความพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลน้องชายค่ะ

เพราะพี่เหวินฉีรู้ดีว่าน้องชายคงจะป่วยไปอีกนาน ถ้าไม่มีพยาบาลพิเศษมาดูแล แต่มันติดตรงพี่สาว

ของพยาบาลพิเศษนี่ล่ะค่ะ พี่เวหินฉีบอกว่า..กลุ้มใจและปวดหัวมากกก พี่หลินต้องเป็นกำลังใจให้พี่เหวินฉีนะคะ


มามิ..ตัวต้องเข้าใจเสี่ยเผิงนะ แบบว่าหนุ่มไฟแรง อยากเอาชนะคู่แข่งก็เลยไม่เกี่ยงวิธี คือตอนแรกก็จะสู้

แบบขาวสะอาดแล้ว แต่ทำไงก็เอาชนะไม่ได้ จังหวะมีคนเสี้ยมพอดี ก็เลยหลงผิดไปชั่ววูบค่ะ


พี่โย่ว..พี่เหวินฉีช่างกวนดีแท้ คือถ้าทับทิมเป็นพี่กานต์ก็โมโหนะ ก็เห็นที่เมนูแล้วนี่ว่าร้านมีบริการส่งอาหาร

ยังจะมาถามให้อารมณ์เสียอีก เหมือนจะแกล้งยังไงก็ไม่รู้

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
chuengngee
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ


จำนวนข้อความ : 55
: 39
Registration date : 13/12/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Mon Nov 05, 2012 1:08 pm

สงสารหย่งหนานน่ะ นู๋กานต์ก็อะไรไม่รู้ อย่างนี้ต้องไปท่านเกาตบจูบซะแล้ว จะได้รู้สำนึกมั่ง คนจะรักกันไม่ฟังเหตุผลกันเลยวุ้ย เครียด
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Fri Nov 09, 2012 7:41 pm

ตอนที่ 6

ดวงไฟในห้องนอนของรัญชิดายังเปิดสว่างอยู่ทำให้แม่โรสที่เดินผ่านมาพอดีตัดสินใจเคาะประตูเรียกลูกสาว เพียงครู่เดียวที่เจ้าของห้องเปิดประตูออกมา ทำให้ท่านได้เห็นใบหน้าที่เศร้าหมองของรัญชิดา อีกทั้งขอบตาที่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำบ่งบอกให้รู้ว่าหญิงสาวนอนไม่หลับมาหลายคืน คนเป็นแม่จับมือลูกสาวไว้และพาลูกเข้าไปนั่งคุยกันในห้อง

“โถ..ดาของแม่ แม่รู้ว่าหนูคงทุกข์ใจมาก แต่หนูอย่าไปโกรธพี่กานต์เลยนะ ที่พี่กานต์ทำไปก็เพราะเขารักหนู ห่วงหนู ไม่อยากให้หนูเสียใจ” แม่โรสค่อยๆสัมผัสใบหน้าของลูกสาวพลางพูดปลอบโยน ท่านเข้าใจในสิ่งที่ธีรกานต์ทำ และยังเข้าใจความรู้สึกของรัญชิดา คนเป็นลูกสาวรับฟังและจึงโผเข้าสู่อ้อมกอดของแม่

“หนูไม่โกรธพี่กานต์หรอกค่ะ หนูเข้าใจ แต่หนูเป็นห่วงเขา แม่คะ..หนูเป็นห่วงเขาจริงๆ” แม่โรสกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพร้อมทั้งลูบหัวลูกรักอย่างปลอบโยน

“แม่รู้จ้ะ วันนี้พี่ชายของเขามาสั่งอาหารที่ร้าน แม่ก็เลยลองถามดู พี่ชายของเขาบอกแม่ว่าตอนนี้บาดแผลของเขาดีขึ้นมากแล้ว ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ถ้าจะห่วงก็คงเป็นที่เขากินอะไรไม่ค่อยได้ ทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้ช้า เห็นว่ายังต้องให้น้ำเกลือและก็ต้องฉีดยาบำรุงให้อยู่จ้ะ”

“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นละคะ” รัญชิดาเงยหน้าขึ้นมาถามแม่

“เขาก็คงเป็นเหมือนลูกสาวแม่มั้ง คนเราถ้าใจไม่สบาย ต่อให้ยาดีแค่ไหน ก็ไม่ได้ผล” แม่โรสพูดพลางประคองใบหน้าของลูกสาวไว้ให้สายตาของรัญชิดาสบกับสายตาของท่าน “ดาบอกแม่มาตามตรง ดาชอบเขาใช่มั้ยลูก” ดวงตาของหญิงสาวสั่นระริก น้ำตาเอ่อล้นขอบตาทั้งสองข้าง

“แม่คะ..วินเซ็นต์เป็นคนดีมาก และเขาก็ดีกับหนูมาก หนู..หนู..” รัญชิดาไม่ได้พูดต่อหากแต่พยักหน้าแทนคำตอบ ทำให้แม่โรสยิ้มหวานและจึงหอมที่หน้าผากของลูกรัก

“ถ้าลูกของแม่บอกว่าเขาเป็นคนดี ในสายตาของแม่เขาก็เป็นคนดี แม่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แม่ขอแค่ลูกสาวของแม่มีความสุข แม่ก็มีความสุข” แม่โรสค่อยๆใช้นิ้วมือเรียวค่อยๆเกลี่ยไล้น้ำตาให้ลูกสาว “ไม่ต้องร้องไห้นะคนดีของแม่ อีกไม่นานเรื่องทุกอย่างจะดีขึ้น” คนเป็นแม่สวมกอดลูกสาวไว้อีกครั้งและค่อยๆพูดปลอบโยนลูกสาวที่กำลังพยายามกลั้นเสียงสะอื้น

------------------------------------------

“ฉันจะหย่ากับคุณ” เสียงของเลี่ยวอี้ปิงที่ขอหย่ากับเถ้าแก่เถียนเมื่อครั้งที่หย่งหนานยังเป็นเด็กที่อายุเพียงสิบขวบ

“แกมันลูกมาเฟีย ไปให้พ้นนะ ฉันไม่อยากมีเพื่อนอย่างแก” เสียงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่ผลักอกหย่งหนานจนล้มและออกปากไล่ไม่ยอมคบเขาเป็นเพื่อน

“ฉันคงคบกับคุณต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้นักข่าวเริ่มขุดคุ้ยเรื่องของเรา ฉันไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของฉันต้องเสียหาย ถ้าแฟนคลับของฉันรู้ว่าคุณเป็นลูกชายของเจ้าพ่อมาเฟีย” เสียงของแอนนี่ที่บอกเลิกกับหย่งหนานเมื่อสองปีที่แล้ว

ความทรงจำในอดีตเหมือนเทปที่ถูกกรอกลับให้หย่งหนานได้คิดถึงมันอีกครั้ง ในคืนหนึ่งที่เขาอายุเพียงสิบขวบที่ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะฝันร้ายและหวังจะให้พ่อกับแม่ช่วยกันปลอบโยน แต่ไม่นึกเลยว่าเขากลับมาได้ยินพ่อกับแม่ทะเลาะกัน จนสุดท้ายแม่ขอหย่ากับพ่อและไปแต่งงานกับผู้ชายคนใหม่ เขาไม่เคยเข้าใจเหตุผลของแม่ แต่เขารู้ว่าแม่ร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นพ่อพาลูกน้องออกไปข้างนอกแล้วกลับมาพร้อมบาดแผลตามตัว แม่เคยบอกกับเขาว่าที่แม่ร้องไห้เพราะแม่ไม่มีความสุข แต่เขาก็เด็กเกินกว่าจะเข้าใจความสุขของผู้ใหญ่ที่แม่พูดถึงได้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่คำพูดที่เขาจำได้อย่างแม่นยำที่แม่มักจะพูดกับพ่อทุกครั้งคือขอให้พ่อเลิกเป็นมาเฟีย และทุกครั้งเพราะคำนี้จะทำให้พ่อกับแม่ทะเลาะกัน เขาไม่เคยเข้าใจว่ามาเฟียมันเป็นยังไง

จนกระทั่งวันหนึ่งเขาทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียน พวกเพื่อนๆไม่ต้อนรับเขาเพราะเขาเป็นลูกของเจ้าพ่อมาเฟียที่เป็นเจ้าของบ่อนใหญ่ในฮ่องกง ซึ่งใครก็รู้ว่ามันเป็นบ่อนผิดกฎหมาย เพียงแต่ตำรวจยังกวาดล้างไม่ได้ หย่งหนานโดนเพื่อนๆชี้หน้าต่อว่าที่ลูกน้องของพ่อไปเก็บค่าคุ้มครองกับพ่อแม่ของพวกเขา ทำให้หย่งหนานถูกตีหน้าว่าเป็นคนไม่ดีและมีพ่อเป็นโจร แม้หย่งหนานจะโต้เถียงกับเพื่อนๆว่าพ่อของเขาเป็นคนดี พ่อไม่เคยฆ่าใคร ก็ไม่มีใครยอมเชื่อและยอมคบเขาเป็นเพื่อน ตอนนั้นหย่งหนานถึงรู้ว่าการเป็นมาเฟียมันเป็นเรื่องที่โหดร้ายสำหรับเขามากแค่ไหน ชีวิตที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้าง แต่เขาไม่เคยสักครั้งที่จะโกรธพ่อ ไม่เคยโทษโชคชะตาที่ทำให้เขาเกิดมาเป็นลูกชายของมาเฟียแม้แต่น้อย

จนกระทั่งเขาอายุครบสิบสี่ปี พ่อได้บอกกับเขาว่าพ่อจะกลับตัวเป็นคนดีและทำธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ทำให้เขาดีใจมากที่คำว่ามาเฟียจะไม่ตามไปหลอกหลอนจนทำให้เขาต้องโดดเดี่ยว ในตอนนั้นพ่อสั่งปิดบ่อนที่ฮ่องกงและรวบรวมเงินทั้งหมดไปเปิดคาสิโนที่มาเก๊า เพราะมันคงเป็นสิ่งที่พ่อถนัดและทำได้ดีที่สุด เพียงเจ็ดปีที่พ่อได้กำไรมหาศาลจากการเปิดบ่อนที่ถูกกฎหมาย จนสามารถสร้างโรงแรมหรูระดับห้าดาวได้สำเร็จ จนทำให้เขาภูมิใจในตัวพ่อและภาพของมาเฟียที่เป็นคนไม่ดีในสายตาของคนอื่น กำลังจะลบเลือนไปจากใจของเขาทีละน้อย ในระหว่างที่เขากำลังเรียนปริญญาโทในปีสุดท้าย หย่งหนานได้รู้จักกับรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ใบหน้าของเธอรูปไข่ ดวงตากลมโต จมูกที่โด่งรับกับใบหน้า ริมฝีปากของเธอเป็นสีแดงระเรื่อ ผู้หญิงคนนั้นทำให้เขาหลงรักเธอทันทีตั้งแต่แรกพบ หย่งหนานพยายามทำดีกับเธอจนในที่สุดเธอก็ยอมคบกับเขาเป็นแฟน ในตอนนั้นหย่งหนานบอกกับเธอว่าเมื่อเธอเรียนจบปริญญาตรีเมื่อไหร่ เขาจะให้พ่อมาสู่ขอ แต่ไม่นึกเลยว่าหลังจากที่เธอเรียนจบ เธอกลับเลือกที่จะเป็นดาราแทนการรับปากแต่งงานกับหย่งหนาน ในช่วงเวลาสามปีที่พวกเขาแอบคบหากันเพื่อหลบสายตาของนักข่าว เวลาแค่สามปีที่แอนนี่กลายเป็นนางเอกชื่อดัง และหลังจากที่ปาปารัชชี่ได้ภาพของเขากับแอนนี่ออกมาจากร้านอาหารด้วยกัน เธอก็ขอเลิกกับเขาเพียงเพราะใครๆต่างรู้ว่าเขาเป็นลูกชายของเถ้าแก่เถียน แต่หย่งหนานรู้ว่ามันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างของเธอ แอนนี่ไม่ได้รักเขามากไปกว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่ ถึงเขาจะพยายามคิดแบบนั้น แต่คำว่ามาเฟียก็ยังถูกใช้เป็นข้ออ้างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการจะตีจาก

แสงโคมไฟที่เปิดอย่างสลัวอยู่ข้างเตียงทำให้สะท้อนใบหน้าของหย่งหนานที่มีแต่ความเศร้าหมอง สายตาของเขาเหม่อลอยเพราะมีเรื่องให้ครุ่นคิดจนไม่อาจจะข่มตาให้หลับลงได้ตลอดทั้งคืน

-----------------------------------------

ที่ร้านอาหารบ้านไทย..วันนี้ภรรยาของเจ้าของร้านมาดูแลเรื่องอาหารที่เกาเหวินฉีได้สั่งเอาไว้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบจนไปถึงการปรุงอาหาร ซึ่งเมนูแรกในเช้าวันนี้คือโจ๊กไข่เยี่ยวม้า และน้ำเต้าหู้ที่แถมให้เป็นพิเศษ จนทำให้ธีรกานต์ที่มาช่วยแม่ถึงขนาดไม่พอใจ จนอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ที่แม่ต้องมาเหนื่อย เธอรู้สึกว่าแม่กลัวอิทธิพลของสกุลเถียน กลัวว่าจะทำให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจจนทำให้ค้าขายลำบาก แต่แม่โรสไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะท่านเข้าใจความรู้สึกของเถ้าแก่เถียนที่เห็นลูกชายต้องมาเจ็บป่วย สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่แล้ว พวกเขาจะทุกข์ใจแค่ไหน ดังนั้นอาหารที่ท่านทำจึงไม่ใช่แค่อาหารธรรมดา แต่เป็นอาหารที่ใส่ความรักลงไปด้วย และหวังว่าจะช่วยทำให้หย่งหนานหายป่วยในเร็ววัน ธีรกานต์ฟังคำอธิบายของแม่แล้วยิ่งทำให้เธอไม่พอใจที่เห็นแม่ต้องไปทำดีกับฝ่ายนั้น ซึ่งในสายตาของเธอแล้ว พวกเขาก็คือมาเฟีย แต่แม่โรสของเธอก็เห็นใจคนอื่นและใจดีแบบนี้เสมอ เธอจึงไม่กล้าค้านความตั้งใจของแม่

จนใกล้จะถึงเวลาหกโมงครึ่ง แม่โรสจึงนำอาหารที่ปรุงเสร็จแล้วและใส่กล่องเรียบร้อยมารอลูกน้องของเหวินฉีที่จะมารับ และพอเข็มนาฬิกาบอกเวลาหกนาฬิกาสามสิบนาที รถเบนซ์สีดำก็ได้มาจอดตรงหน้าร้าน พร้อมด้วยชายหนุ่มที่ลงมาจากรถและทำให้ธีรกานต์หน้าตาบูดบึ้งทีนทีตั้งแต่เห็นหน้าผู้ชายคนนั้น

“สวัสดีค่ะคุณเกา วันนี้มารับเองเลยหรอคะ ฉันยังคิดว่าคุณจะให้ลูกน้องมารับเสียอีก” แม่โรสทักทายเหวินฉีที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ธีรกานต์ทักทายเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง

“ใช่ครับ ผมมารับด้วยตัวเองเพราะตั้งใจจะมาขอโทษคุณป้าที่ต้องรบกวนให้คุณป้าต้องเปิดร้านแต่เช้า คือผมลืมไปจริงๆว่าร้านเปิดตอนแปดโมง แต่กลับบอกว่าจะมารับอาหารเช้าตอนหกโมงครึ่ง ผมขอโทษด้วยนะครับ” ชายหนุ่มกล่าวขอโทษแม่โรสด้วยความจริงใจ แต่ธีรกานต์กลับคิดว่าเขาเสแสร้ง

“นายไม่ต้องมาทำเป็นขอโทษเลย นายรู้มั้ยว่าแม่ต้องตื่นมาทำอาหารให้น้องชายของนายด้วยตัวเอง เพราะถ้าจะรอพ่อครัวมาทำให้มันก็จะไม่ทัน ถึงตอนนั้นนายก็จะมาโวยวายอีก ทางที่ดีนายควรจะจ่ายค่าอาหารเป็นสองเท่า ไม่สิ..ต้องเป็นสามเท่าด้วยซ้ำ มันถึงจะคุ้มกับค่าเหนื่อยของแม่ฉัน” ธีรกานต์แบมือขอค่าอาหารด้วยท่าทางเอาเรื่อง เพราะถ้าหากเขาไม่ยอมจ่ายให้ตามราคาที่เธอกำหนดก็อย่าหวังจะได้ออกไปจากที่นี่ง่ายๆ แต่แม่โรสก็รีบบอกกับเหวินฉีว่าท่านไม่ได้ลำบากอะไร เพราะปกติก็ต้องตื่นแต่เช้ามาเตรียมเปิดร้านและทำอาหารให้ทุกคนในครอบครัวอยู่แล้ว แต่เหวินฉีกลับยอมจ่ายตามที่ธีรกานต์ต้องการโดยที่ไม่ข้อโต้แย้ง

“ฉันรับไม่ได้จริงๆค่ะ มันเยอะเกินไป แค่เปิดร้านเร็วกว่าปกติแค่นี้ ไม่ได้ลำบากอะไรหรอกค่ะ” ท่านรีบปฏิเสธ แต่ธีรกานต์รีบรับเงินมาจากมือของเหวินฉี แต่แม่ของเธอก็ยังไม่ยอมรับ จึงดึงเงินมาจากมือลูกสาวและคืนส่วนที่เกินให้ แต่เหวินฉีก็ยืนกรานจะให้อีกฝ่ายรับให้ได้

“ถ้าคุณไม่เอาเงินคืนไป ฉันจะไม่ขายให้คุณแล้วนะคะ” ท่านพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ทำให้เหวินฉีต้องยอมรับเงินคืน ตามด้วยเสียงของธีรกานต์ที่ร้องเรียก ‘แม่’ ดังขึ้น แม่โรสจึงยิ้มให้ลูกสาวและบอกให้เธอไปหยิบอาหารที่เตรียมไว้มาให้เหวินฉี

“ฉันหวังว่าน้องชายของคุณจะหายป่วยเร็วๆนะคะ” เมื่อธีรกานต์หันหลังเดินไปหยิบกล่องอาหาร ท่านจึงได้จับมือเหวินฉีและพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน จากนั้นจึงได้ยื่นถุงใส่กล่องอาหารเช้าที่ธีรกานต์ถือมาให้ ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆและบอกว่าอาหารมื้อกลางวันกับมื้อเย็น เขาจะให้ลูกน้องมารับแทน ส่วนมื้อเช้าในทุกๆวัน เขาจะมารับด้วยตัวเอง ซึ่งแม่โรสได้แอบขยิบตาให้ชายหนุ่มและตอบตกลง

หลังจากเหวินฉีขึ้นรถกลับไปแล้ว ธีรกานต์รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่วันนี้เธอพูดหาเรื่องเขา แต่เขากลับไม่ตอบโต้เธอเหมือนเคย บางทีเขาอาจจะยอมแพ้ให้เธอแล้วก็ได้ ธีรกานต์คิดแบบนั้นจึงได้ยิ้มอย่างอารมณ์ดีและกลับเข้าไปช่วยแม่ทำงานด้านใน

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Fri Nov 09, 2012 7:43 pm

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงรถยนต์ของเหวินฉีได้มาจอดเทียบอยู่หน้าประตูบ้าน ชายหนุ่มรู้สึกถึงความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นจึงได้รีบลงจากรถ สายตาของเขากำลังมองหาใครสักคนที่จะให้คำตอบของเขาได้ จนเห็นสาวใช้คนหนึ่งที่กำลังวิ่งออกมาชะเง้อคอคล้ายรอใครสักคนอยู่ ชายหนุ่มจึงได้รีบเข้าไปถามจนรู้ว่าหย่งหนานมีไข้ขึ้นสูงจนเพ้อ ซึ่งเถ้าแก่เถียนได้ให้คนไปรับหมอมาแล้ว พอเหวินฉีรู้ข่าวนี้ก็รีบวิ่งขึ้นไปดูญาติผู้น้อง ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปจึงได้เห็นเถ้าแก่เถียนที่กำลังนั่งกุมมือลูกชายไว้แน่น ในขณะที่พยาบาลก็กำลังช่วยเช็ดตัวให้หย่งหนานเพื่อลดไข้

‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น’ เขาถามกับตัวเองแต่กลับหาคำตอบให้ไม่ได้ ทั้งที่เมื่อวานนี้หย่งหนานยังสบายดีอยู่ ถึงร่างกายจะดูอ่อนเพลีย แต่อาการไม่น่าจะทรุดลงภายในคืนเดียวแบบนี้ เหวินฉีขมวดคิ้วด้วยความสงสัยหรือจะเป็นเพราะเรื่องที่คุยกันจึงทำให้หย่งหนานคิดมาก แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินหย่งหนานร้องเรียกหาแม่ เถ้าแก่เถียนจึงได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลานชายพร้อมทั้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

“ลุงรบกวนเธอหน่อย ช่วยตามอี้ปิงให้มาที่นี่ด่วนที่สุด” เหวินฉีพยักหน้าอย่างเข้าใจในความต้องการของเถ้าแก่เถียนทันที เขารีบโทรหาเลี่ยวอี้ปิงและจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของหย่งหนานเพ้อหาแม่ด้วยความคิดถึงอีกครั้ง ที่ผ่านมาเหวินฉีเคยคิดว่าตัวเองน่าสงสารที่พ่อแม่ต้องมาตายจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก แต่ถ้าเทียบกันแล้วชีวิตของหย่งหนานกลับน่าสงสารกว่าเขามากนัก ชีวิตของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ต้องเห็นภาพที่พ่อแม่ทะเลาะกันแทบทุกวัน มันจะเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดมากแค่ไหน มีหลายครั้งที่หย่งหนานร้องไห้มาหาแม่ของเขาให้ท่านช่วยปลอบโยน นี่เขาคงโชคดีกว่ามากที่ครอบครัวของเขามีแต่ความอบอุ่น จนกระทั่งมัจจุราชมาพรากพ่อกับแม่ไปจากเขา ซึ่งมันต่างจากหย่งหนานที่ความมีทิฐิของผู้ใหญ่สองคนได้ทำให้หย่งหนานโหยหาความรักที่อบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ความรักจากคนในครอบครัว ความรักจากเพื่อนและความรักจากคนที่เขารัก ซึ่งสุดท้ายเขาก็ต้องพบกับความผิดหวังจนกลายเป็นความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่กลายเป็นบาดแผลที่ไม่มีวันรักษาหาย
เสียงเพ้อของหย่งหนานทำให้เถ้าแก่เถียนต้องคอยเรียกชื่อของลูกชายเพื่อให้เขาได้สติ แต่มันไม่เป็นผล เหวินฉีรู้ดีว่าหย่งหนานไม่ได้ป่วยที่กายแต่เป็นที่ใจของเขาที่กำลังเจ็บหนัก จนกระทั่งหมอมาถึงและตรวจอาการป่วยของหย่งหนาน เถ้าแก่เถียนจึงรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อหมอบอกว่าหย่งหนานเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาเพียงแต่ร่างกายของเขาในช่วงนี้ไม่ค่อยจะแข็งแรงอยู่แล้ว จึงต้องคอยดูแลเป็นอย่างดี เพราะอาจจะเกิดโรคแทรกขึ้นได้ จากนั้นหมอยังได้สั่งยาคลายเครียดไว้ให้หย่งหนานด้วย ซึ่งจะให้พยาบาลเป็นคนไปรับยาที่โรงพยาบาลมาให้ จึงได้ขอตัวออกไปพร้อมกัน

เมื่อหมอและพยาบาลออกไปแล้ว เหวินฉีจึงได้ถามกับลุงว่าทำไมหย่งหนานถึงป่วย ทั้งที่เมื่อวานนี้เขายังดีอยู่ เถ้าแก่เถียนจึงบอกตามที่ได้รู้มาจากพยาบาลว่าสองสามคืนมานี้หย่งหนานจะให้พยาบาลพาไปนั่งที่ระเบียง ถึงจะเป็นเวลาไม่นาน แต่คงเพราะถูกอากาศเย็นก็เลยทำให้ไม่สบาย แต่เหวินฉีไม่คิดว่านี่คือสาเหตุที่แท้จริง ทำให้เถ้าแก่เถียนย้อนถาม ชายหนุ่มจึงได้ตอบตามความรู้สึกของเขาให้เถ้าแก่เถียนได้รู้ และจากรอยย่นบนใบหน้าทำให้เหวินฉีรู้ว่าเถ้าแก่เถียนคิดตามที่เขาบอกท่านทุกอย่าง จนเขาได้ยินท่านถอนหายใจออกมา

“วันนี้เธอไม่รีบไปทำงานใช่มั้ย งั้นลุงฝากอาหนานด้วยนะ ลุงจะไปทำธุระสักหน่อย” เถ้าแก่เถียนยิ้มที่มุมปาก แต่แววตาของท่านดูเศร้าหมอง หลังจากฝากลูกชายไว้กับเหวินฉีแล้ว ท่านจึงได้เดินออกไปจากห้อง ในตอนนั้นชายหนุ่มจึงได้หันหน้ากลับมาดูหย่งหนานที่ใบหน้าซีดเซียวจนแทบจะไร้สีเลือด อาการของเขาดูแย่กว่าเมื่อวานอย่างมาก ชายหนุ่มลุกออกไปข้างนอกเพื่อสั่งสาวใช้ให้ไปยกอาหารที่เขาซื้อไว้ขึ้นมา จากนั้นจึงเดินกลับไปปลุกหย่งหนานจนคนป่วยค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆและต้องหรี่ตาลงเมื่อแสงไฟในห้องมากระทบหน้า

“นายเป็นยังไงบ้าง ดื่มน้ำหน่อยนะ จะได้รู้สึกดีขึ้น” เหวินฉีค่อยๆให้หย่งหนานดื่มน้ำจากหลอดที่เข้าใส่ไว้ในแก้ว แต่อีกฝ่ายดื่มน้ำเข้าไปได้นิดเดียวก็ต้องส่งเสียงไอออกมาจนเหวินฉีต้องรีบให้หย่งหนานนอนตะแคงและช่วยลูบหลังจนเสียงไอของหย่งหนานหายไป จากนั้นเหวินฉีจึงค่อยๆประคองให้หย่งหนานลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังมีเสียงหายใจอย่างเหนื่อยหอบ

“เมื่อกี้นายมีไข้ขึ้นสูงแล้วนายยังเพ้อถึงคุณป้าด้วย ทำให้คุณลุงเป็นห่วงนายมาก ท่านก็เลยให้ฉันโทรไปบอกคุณป้าแล้ว อีกเดี๋ยวท่านก็คงมาถึง ส่วนนี่..ฉันไม่รู้ว่ามันจะช่วยนายได้มั้ย แต่ดาฝากมาให้” เหวินฉีหยิบกระดาษแผ่นเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจึงวางไว้ในมือของหย่งหนาน ทำให้เขามองดูกระดาษแผ่นนั้นด้วยความสงสัย แต่เมื่อหย่งหนานได้อ่านข้อความที่เขียนมาเพียงไม่กี่คำ ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขากลับมีรอยยิ้ม

“พี่ฉีบอกว่าคุณไม่ยอมกินข้าว ถ้าคุณไม่กินข้าว ฉันจะไม่สนใจคุณอีก..ดา”

“เป็นลายมือของดาจริงๆหรอ นายแกล้งให้ฉันดีใจรึเปล่า” หย่งหนานมองหน้าเหวินฉีและถามด้วยแววตาสงสัย

“ถึงฉันจะขี้เล่นไปบ้างแต่ฉันเห็นนายอยู่ในสภาพนี้ ฉันแกล้งนายไม่ลงจริงๆ กระดาษแผ่นนี้เป็นคุณแม่ของดาเป็นคนฝากมาให้ เพราะงั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นลายมือของคนอื่น” เหวินฉียิ้มและบอกหย่งหนานว่าในตอนนั้น ก่อนที่แม่ของรัญชิดาจะจับมือกับเขา ท่านได้หยิบแผ่นกระดาษแผ่นนี้ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วซ่อนไว้ในมือเพื่อแอบส่งให้ตอนที่เขาจับมือกับท่าน เพราะเหตุนี้เหวินฉีจึงมั่นใจว่าเป็นลายมือของรัญชิดาที่เขียนข้อความถึงหย่งหนานแน่ๆ หย่งหนานได้ยินแบบนี้จึงทำให้เขายิ่งยิ้มกว้าง

“ทำไมนายไปบอกดาว่าฉันไม่ยอมกินข้าวล่ะ ฉันแค่กินได้น้อย ไม่ได้หมายความว่าไม่ยอมกินซักหน่อย” เหวินฉีได้ยินคำพูดของหย่งหนานจึงส่ายหน้าอย่างนึกขำ

“แล้วทีนี้นายจะยอมกินข้าวเยอะๆ รักษาตัวเองให้หายไวๆได้รึยังล่ะ” คนป่วยได้ยินคำถามจึงได้ทำหน้ามุ่ยและชี้ไปที่โต๊ะที่มีล้อเลื่อนเพื่อให้เหวินฉีช่วยลากมันเข้ามาใกล้ๆ

“นายก็รู้ว่าฉันไม่สบายทั้งกายและใจ แต่ฉันจะพยายาม ทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” หย่งหนานเลื่อนถ้วยโจ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะให้มาอยู่ใกล้ตัวและพยายามฝืนกินเข้าไปให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะรู้สึกขมคอจนไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น แต่เขาจะไม่ทำให้คนที่เขารักต้องเป็นห่วง ทั้งพ่อ แม่ เหวินฉีและรัญชิดา

----------------------------------------------

เช้าวันรุ่งขึ้นเหวินฉีมารับอาหารเช้าให้หย่งหนานตามเวลาเดิม เพียงแต่จะต่างกันตรงที่วันนี้เขามีคนอื่นนั่งมาในรถด้วย ทำให้แม่โรสที่นั่งรออยู่ในร้านเห็นคนที่เดินเข้ามาพร้อมชายหนุ่มถึงขนาดยกมือขึ้นมาทาบอกด้วยความตกใจ จนกระทั่งพวกเขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เหวินฉีจึงได้แนะนำคนที่มาด้วยให้ท่านรู้จัก

“คุณป้าครับ..นี่คุณลุงของผม คุณป้าคงจำได้นะครับ” เหวินฉีกล่าวแนะนำ ในขณะที่แม่โรสยิ้มให้แบบกล้าๆกลัวๆ

“ฉันจำได้ค่ะ เคยเจอกันแล้วที่โรงพยาบาล แต่ไม่ทราบว่าวันนี้เถ้าแก่เถียนมีธุระอะไรรึเปล่าคะ หรือว่าอาหารของร้านเรามีปัญหา” แม่โรสถามหน้าตาตื่น ธีรกานต์ที่แอบมองมาจากด้านใน พอรู้ว่าวันนี้เถ้าแก่เถียนมาที่ร้านจึงได้รีบวิ่งไปตามพ่อเผื่อว่าฝ่ายนั้นจะมาหาเรื่อง เธอกับพ่อจะได้ช่วยแม่ได้ แต่ความคิดในแง่ร้ายของธีรกานต์ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเมื่อเถ้าแก่เถียนยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“ไม่ใช่หรอก อาหารที่ร้านของคุณอร่อยมาก ทำให้ลูกชายของผมกินข้าวได้เยอะเลย” เถ้าแก่เถียนพูดพลางกวาดสายตาไปทั่วร้าน เหมือนกำลงมองหาใครอยู่ แต่คนที่เจอกลายเป็นธีรกานต์และพ่อดลที่เดินเข้ามาทักทาย

“งั้นฉันขอให้ลูกชายของคุณหายป่วยไวๆนะคะ ส่วนนี่คืออาหารเช้าที่ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว” แม่โรสหยิบถุงใส่กล่องอาหารยื่นให้เหวินฉีและกะพริบตาให้อย่างรู้ทันกัน ชายหนุ่มจึงได้ยื่นค่าอาหารให้และแอบเหล่ตาไปมองธีรกานต์ที่วันนี้ปิดปากเงียบ ไม่ต่อล้อต่อเถียงกับชายหนุ่ม เมื่อได้อาหารเช้าแล้วแทนที่ทั้งสองคนจะกลับ เถ้าแก่เถียนกลับถามคำถามที่ทำให้คนที่เป็นพ่อแม่ของคนที่ถูกถามถึงทำตาโต

“แล้วลูกสาวคนเล็กของพวกคุณไปไหน ฉันต้องการพบเธอ”

“ขอโทษนะครับ เถ้าแก่ต้องการพบลูกสาวคนเล็กของผมทำไมหรอครับ” แม่โรสสะกิดให้พ่อดลย้อนถามอีกฝ่าย แต่พอได้เห็นใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้มของเถ้าแก่เถียนหลังจากสิ้นคำถาม พ่อดลถึงขนาดกลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือชุ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ เถ้าแก่เถียนจับความรู้สึกของคู่สนทนาได้ จึงได้บอกให้ทำตัวตามสบาย จากนั้นเหวินฉีจึงดึงเก้าอี้ออกมาให้ลุงได้นั่งพักผ่อน เมื่อเถ้าแก่เถียนนั่งลงแล้วจึงยิ้มน้อยๆและบอกให้ทั้งพ่อดลและแม่โรสนั่งลงเพื่อจะได้คุยกัน

“ฉันจะไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลาแล้วกันนะ จากข่าวที่หนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวไปว่าลูกสาวคนเล็กของคุณเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของฉัน ซึ่งฉันก็ได้รู้จากหลานชายว่าทางคุณรู้สึกไม่พอใจกับข่าวนี้มาก จนถึงขนาดห้ามลูกสาวของคุณติดต่อกับลูกชายของฉัน ทั้งที่พวกเขายังไม่ได้ทำอะไรเสียหาย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าลูกสาวของคุณรู้สึกยังไงกับอาหนาน แต่สำหรับอาหนาน ลูกสาวของคุณมีความสำคัญต่อเขามาก และที่ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะมาคุยกับพวกคุณสองคนให้เข้าใจ ถึงเมื่อก่อนฉันจะเคยเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ทำเรื่องเลวร้ายมาเยอะ แต่ฉันก็ยังกลับตัวเป็นคนดีได้ นับประสาอะไรกับลูกชายของฉันที่ชั่วชีวิตของเขาทำแต่ความดีมาโดยตลอด ฉันไม่อยากให้พวกคุณตัดสินอาหนานเพราะว่าเขาเป็นลูกชายของมาเฟีย แต่ฉันอยากให้พวกคุณได้ให้โอกาสเขา เพราะคนที่เป็นพ่อแม่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสุขของลูก ฉันรู้ว่าอาหนานรักลูกสาวของคุณมาก ฉันไม่อยากเห็นลูกเป็นคนป่วยที่ไม่มีวันหายแบบนี้ ถ้าพวกคุณเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นพ่อแม่เหมือนกัน ฉันขอร้อง..ให้ลูกสาวของคุณไปเยี่ยมลูกชายของฉันสักครั้งเถอะนะ” คำพูดของเถ้าแก่เถียนที่ตรงไปตรงมา ทำให้พ่อดลกับแม่โรสหันมามองหน้ากัน ไม่รู้ว่าควรจะตอบรับหรือปฏิเสธ

“ว่ายังไง หรือว่าพวกคุณกลัวว่าฉันจะทำร้ายลูกสาวของคุณ ถ้าเป็นเรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เพราะฉันไม่เคยสนใจฐานะทางสังคม ขอเพียงผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่ลูกชายฉันรัก ฉันก็จะรักเธอและดีกับครอบครัวของเธอด้วย พวกคุณตกลงนะ” เถ้าแก่เถียนรีบพูดต่อเพื่อขอคำตอบโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้คิดทบทวนหรือลังเล

“ผมขอถามลูกสาวผมก่อนได้มั้ยครับว่าเธอสะดวกรึเปล่า” พ่อดลอึกอัก ไม่คิดว่าเถ้าแก่เถียนจะจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวแบบนี้

“ได้สิ..ไม่มีปัญหา ฉันรอได้ แต่อย่านานนะ” เถ้าแก่เถียนยิ้ม พ่อดลจึงพยักหน้าให้กับภรรยา เพื่อให้เข้าไปคุยกับลูกสาวที่อยู่ข้างใน ระหว่างที่รอนั้นพ่อดลจึงให้ธีรกานต์ไปเอาน้ำมารับแขก แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวไม่สู้จะเต็มใจเท่าไหร่ เพราะเหวินฉีสังเกตได้จากใบหน้าที่บึงตึ้งของเธอ เมื่อธีรกานต์ถือแก้วน้ำมาวางไว้ตรงหน้า ชายหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะพูดแหย่

“ขอโทษนะครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมขอเป็นน้ำแร่จากขวดดีกว่า เพราะน้ำที่ใส่แก้วมาแบบนี้ ผมไม่แน่ใจว่ามันจะไม่มีสารอื่นเจือปนมาด้วยรึเปล่า” เหวินฉีพูดพลางมองหน้าธีรกานต์ที่ขบฟันไปมาเพื่อระงับความโกรธ ซึ่งพ่อดลเข้าใจความหมายของเหวินฉีจึงเดินไปหยิบขวดน้ำแร่ในตู้แช่มาให้ด้วยตัวเอง ท่ามกลางความเงียบที่ไร้บทสนทนาใดๆต่อจากนั้นอีกไม่ถึงสิบนาที แม่โรสก็เดินจูงมือรัญชิดาออกมาหาเถ้าแก่เถียน

“ฉันคุยกับลูกแล้ว ฉันยินดีให้ลูกสาวของฉันไปเยี่ยมลูกชายของคุณค่ะ” แม่โรสให้คำตอบที่เถ้าแก่เถียนรอคอย โดยที่ไม่ต้องปรึกษากับสามีของท่านก่อน เพราะถ้าแม่โรสเห็นด้วย พ่อดลก็เห็นด้วย ยกเว้นธีรกานต์ที่ไม่เห็นด้วย จึงได้พูดค้าน

“แต่ฉันไม่ยอม ยังไงฉันก็ไม่ยอม” ธีรกานต์พูดเสียงดังลั่นท่าทางเอาเรื่อง พ่อกับแม่ต้องมาช่วยกันห้าม คนนึงปิดปาก อีกคนจับตัวไว้แน่นๆ เพราะกลัวว่าเธอจะพูดจาเสียมารยาทกับเถ้าแก่เถียนจนนำภัยมาสู่ตัว แต่เถ้าแก่เถียนไม่เพียงไม่ถือโทษ ยังยิ้มจนตาเป็นประกาย

“ลูกสาวคนนี้ของคุณใจกล้าดีนะ คราวที่แล้วก็ทะเลาะกับหลานชายของฉันจนลั่นโรงพยาบาล คราวนี้ก็ยังกล้าพูดค้านขึ้นมาอีก ไหนเธอลองให้เหตุผลกับฉันมาซิว่าทำไมเธอถึงไม่ตกลง” เถ้าแก่เถียนพูดกับธีรกานต์แบบนี้ทำให้พ่อแม่ของเธอถึงกลับหน้าซีด ในขณะที่รัญชิดาหันไปมองเหวินฉีให้เขาช่วย แต่ชายหนุ่มเพียงส่ายหน้าเล็กน้อยและใช้นิ้วชี้แตะปากเพื่อบอกให้รัญชิดาอยู่เฉยๆดีกว่า ธีรกานต์เมื่อได้ยินคำถามของเถ้าแก่เถียนแล้ว เธอไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อยจึงได้หันไปสบตากับพ่อแม่ให้ปล่อยเธอก่อน เธอสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ เมื่อเธอหลุดจากพันธนาการของพ่อแม่ หญิงสาวจึงยืนเชิดอย่างเชื่อมั่น

“เหตุผลของฉันไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแค่ฉันไม่อยากให้น้องสาวไปบ้านของคุณตามลำพังเท่านั้นเอง ถ้าจะไปก็ต้องให้ฉันไปด้วย ฉันถึงจะยอมตกลง” สิ้นเสียงพูดของธีรกานต์ทำให้พ่อแม่ของเธอถอนหายใจอย่างโล่งอก ในขณะที่เหวินฉีต้องหันหน้าหนีเพื่อแอบหัวเราะ

“ได้สิ ไม่มีปัญหา จะให้ดีไปกันหมดนี่ก็ได้นะ ฉันยินดีต้อนรับทุกคน” เถ้าแก่เถียนเอ่ยปากชวนพ่อดลกับแม่โรสให้ไปด้วย แต่ท่านทั้งสองบอกว่าจะต้องอยู่ดูร้าน ธีรกานต์จึงได้โอกาสพูดเสริมว่าถ้าจะให้พ่อกับแม่ไปก็ต้องปิดร้าน ถึงตอนนั้นก็จะทำให้ขาดรายได้ ยกเว้นจะมีคนจ่ายค่าชดเชยให้ คำพูดของหญิงสาวทำให้เถ้าแก่เถียนหัวเราะและพูดชมว่า ‘ใช้ได้’ ซ้ำๆอย่างพอใจ เมื่อเถ้าแก่เถียนตกลงทำตามที่ธีรกานต์ขอ รัญชิดาจึงขึ้นรถยนต์เจ็ดที่นั่งไปกับเถ้าแก่เถียนพร้อมพี่สาว โดยเหวินฉีได้พูดรับรองกับพ่อแม่ของพวกเธอว่าเขาจะพาพวกเธอกลับมาส่งด้วยตัวเอง ขอให้ทั้งสองท่านไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นรถยนต์สุดหรูจึงได้เคลื่อนตัวออกไป

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Fri Nov 09, 2012 7:46 pm

รัญชิดากับธีรกานต์สองคนพี่น้องหัวใจเต้นโครมครามเมื่อเข้ามาในคฤหาสน์ของสกุลเถียน คนพี่รู้สึกตื่นเต้นกับความใหญ่โตและสวยงามของตัวบ้าน ในขณะที่คนน้องรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าคนที่คิดถึง เหวินฉีที่เดินอยู่ด้านข้างแอบมองสองพี่น้องด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงยื่นกล่องอาหารที่ถือมาให้กับสาวใช้นำไปเตรียมไว้ให้หย่งหนาน และในตอนนั้นเลี่ยวอี้ปิงที่มาอยู่ดูแลลูกชายตามคำขอร้องของเถ้าแก่เถียนได้เดินลงบันไดมาพอดี ท่านจึงรีบเดินเข้ามาทักทาย เถ้าแก่เถียนจึงแนะนำอดีตภรรยาให้รู้จักกับรัญชิดาและธีรกานต์ ซึ่งพอเลี่ยวอี้ปิงได้เห็นหน้าของหญิงสาวที่ลูกชายหลงรักจึงได้ยิ้มด้วยความดีใจ จากนั้นเถ้าแก่เถียนจึงได้ฝากให้หลานชายกับอดีตภรรยาช่วยดูแลหญิงสาวทั้งสองคนให้เหมือนคนในครอบครัว ส่วนท่านจะเข้าไปดูงานที่โรงแรม เมื่อเถ้าแก่เถียนเดินออกไปแล้ว ธีรกานต์ได้ถามกับเหวินฉีว่าหย่งหนานอยู่ที่ไหน เธอจะรีบพาน้องสาวไปเยี่ยมคนป่วยและจะได้รีบกลับบ้าน พอเหวินฉีได้ยินแบบนั้นจึงได้เล่นตัวไม่ยอมบอก

“ฉันถามว่าห้องน้องชายของนายอยู่ที่ไหน เป็นใบ้รึไงถึงไม่พูด” ธีรกานต์เดินเข้าไปตะโกนพูดกรอกหูเหวินที่นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โซฟาอย่างสบายใจ แต่เพราะเสียงที่แสบแก้วหูของหญิงสาว ทำให้เขาทำหน้ามุ่ย

“คุณพูดดีๆแบบคนอื่นเขาเป็นบ้างมั้ยเนี่ย พูดตะโกนเสียงดังแบบนี้ เกิดแก้วหูผมทะลุขึ้นมา ผมจะเรียกค่าเสียหายคุณสิบล้าน” เหวินฉีลุกขึ้นมาต่อว่าธีรกานต์ โดยที่สายตาของเขาจ้องไปที่ใบหน้าของเธอและสายตาของเธอของจ้องไปที่หน้าของเขาแบบที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้

“ฝันไปเถอะว่าฉันจะจ่ายให้นายสิบล้าน ถ้าแก้วหูนายทะลุขึ้นมาจริงๆ ซักเหรียญเดียวฉันก็ไม่จ่าย แต่จะสมน้ำหน้าให้สะใจมากกว่า” เหวินฉีได้ยินธีรกานต์ต่อล้อต่อเถียงแล้วจึงทำตาฏโตใส่ผู้หญิงปากร้ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า รัญชิดาเห็นพี่สาวกำลังจะปะทะคารมกับเหวินฉีจึงได้รีบเข้าไปห้ามท่ามกลางสายตาของเลี่ยวอี้ปิงที่มองสองคนนี้ด้วยความสงสัยที่เรื่องเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ทะเลาะเสียแล้ว

“งั้นเดี๋ยวฉันพาเธอไปหาหย่งหนานนะ แล้วรบกวนเธอช่วยดูแลให้เขากินข้าวกินยาด้วย” เหวินฉีพูดกับรัญชิดาแล้วจึงได้หันมาทางเลี้ยวอี้ปิง “ผมรบกวนคุณป้าช่วยดูแลทางนี้ด้วยนะครับ”

“ไม่..ฉันจะไปกับดา ฉันไม่ไว้ใจน้องชายของนาย” ธีรกานต์ไปยืนกางแขนขวางหน้าเหวินฉีที่กำลังจะพารัญชิดาขึ้นไปข้างบน ท่าทางของหญิงสาวทำให้เขาต้องหัวเราะ

“นี่คุณ..อย่าคิดฟุ้งซ่านได้มั้ย น้องชายผมไม่สบายอยู่นะ เขาไม่มีแรงลุกขึ้นมาปล้ำน้องสาวของคุณหรอก” สิ้นเสียงพูดของเหวินฉี ธีรกานต์ก็แทบจะร้องกรี๊ดออกมา ยังดีที่รัญชิดายกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะปากเพื่อห้ามพี่สาวไว้เสียก่อน เลี่ยวอี้ปิงที่รับปากจะช่วยดูแลธีรกานต์ไว้ให้ จึงชวนเธอไปกินขนมที่ห้องนั่งเล่นด้วยกัน แม้ตอนแรกธีรกานต์จะไม่ยอมแต่สุดท้ายเธอก็ขัดขืนไม่ได้เมื่อเลี่ยวอี้ปิงจับแขนเธอไว้ไม่ยอมปล่อย หลังจากไม่มีใครมาขวาง เหวินฉีจึงได้พารัญชิดาขึ้นไปข้างบนจนมาถึงห้องของหย่งหนานที่อยู่ชั้นสาม ชายหนุ่มจึงบอกให้รัญชิดายืนรออยู่ข้างนอกก่อน เพราะเขาขอเวลาไปแกล้งคนป่วยนิดนึง จากนั้นจึงได้เดินเข้าไปในห้อง

หย่งหนานที่กำลังนั่งดูรูปของรัญชิดาที่ถ่ายคู่กับเขาที่มาเก๊าทาวเวอร์อยู่ พอเห็นเหวินฉีเดินเข้ามาก็รีบเอาไปซุกไว้ใต้หมอน และต่อว่าที่เหวินฉีมาช้า ทำให้เขาต้องหิ้วท้องรออาหารเช้าที่เหวินฉีต้องไปเอามาให้ คนฟังได้ยินคำค่อนขอดของคนป่วยจึงหัวเราะในลำคอ และย้อนถามไปว่าทำไมต้องรอเจอหน้าเขาก่อน ในเมื่ออาหารเช้าก็ถูกยกขึ้นมาแล้ว พร้อมทั้งชี้นิ้วไปที่ถาดอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ จากนั้นเหวินฉีจึงได้ไปดึงรูปถ่ายที่หย่งหนานซุกไว้ออกมาและชูขึ้นไว้เหนือหัวพร้อมกระดาษแผ่นเล็กที่หยิบออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

“นายอยากได้รูปถ่ายหรือจดหมายรัก บอกมาก่อน” เหวินฉีแกล้งหย่งหยานเหมือนสมัยที่พวกเขายังเป็นเด็ก ที่จะไม่ยอมให้ของเล่นกับน้องชายง่ายๆ หย่งหนานพอโดนแกล้งแบบนี้ก็พยายามลุกขึ้นมาแย่งของคืน แต่เหวินฉีแค่เอี่ยวตัวหลบ หย่งหนานก็รู้สึกหน้ามืดจนต้องรีบนั่งลงบนเตียง

“นายจะเอายังไง จะแกล้งฉันไปถึงไหน” เสียงของหย่งหนานที่ต่อว่าเหวินฉีด้วยความเหนื่อยหอบ แม้เหวินฉีจะนึกสงสารแต่เขาก็ต้องทำใจแข็งไว้ เพราะที่เขาทำไปนั้นก็เพียงต้องการให้หย่งหนานได้ลุกลงมาจากเตียงบ้าง ไม่ใช่เอาแต่นอนอยู่แบบนี้ เมื่อหวังดีต่อน้องชาย เหวินฉีจึงได้วางรูปถ่ายกับจดหมายรักไว้บนโต๊ะที่อยู่ห่างจากเตียงของหย่งหนานประมาณสองเมตร แล้วถึงได้เดินออกไปจากห้องอย่างไม่ใยดี หย่งหนานมองตามหลังเหวินฉีได้สักพักก็พยายามประคองตัวเองให้ค่อยๆเดินไปหยิบรูปถ่ายและจดหมาย เมื่อได้ของแล้วเขาถึงค่อยๆเดินกลับมาที่เตียงนอนและเปิดจดหมายออกอ่าน ทำให้เหวินฉีที่แง้มประตูแอบดูอยู่ด้านนอกหันไปบอกกับรัญชิดาด้วยรอยยิ้ม

“ฉันฝากเธอไปง้อคนป่วยด้วยนะ ฉันไปล่ะ” ชายหนุ่มพูดแค่นั้นก็เดินผิวปากไปอย่างอารมณ์ดี เมื่อคนขี้แกล้งไปแล้ว รัญชิดาจึงค่อยๆเปิดประตูห้องเข้าไปก็เห็นหย่งหนานกำลังนั่งอ่านจดหมายที่เธอเขียนถึงเขาอยู่ ทำให้หน้าตาของเขามีแต่รอยยิ้ม ‘วันนี้คุณดื้ออีกรึเปล่า ถ้าพี่ฉีมาฟ้องว่าคุณดื้อ ฉันจะโกรธคุณ..ดา’

“ไม่นะ ผมไม่ได้ดื้อซักหน่อย คุณอย่าไปฟังเหวินฉีนะดา” ชายหนุ่มพูดกับตัวเองโดยที่สายตายังไม่ยอมละจากกระดาษแผ่นนั้น จึงไม่รู้ว่ารัญชิดามายืนอยู่ตรงหน้าและเธอกำลังมองหย่งหนานด้วยรอยยิ้ม

“ฉันไม่เชื่อใครหรอกค่ะ เพราะฉันเห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าคุณเป็นคนป่วยที่ดื้อมาก” น้ำเสียงหวานที่คุ้นหูพูดดังขึ้นมาทำให้หย่งหนานรีบเงยหน้าขึ้นไปหาหญิงสาวที่กำลังยืนมองเขาอยู่ หย่งหนานรีบลุกขึ้นและสวมกอดผู้หญิงที่เขาเฝ้าคิดถึงและพร่ำเรียกชื่อของเธอเพื่อให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

“คุณจริงๆใช่มั้ยดา คุณรู้มั้ยว่าผมคิดถึงคุณมากแค่ไหน” หย่งหนานคลายอ้อมกอดจากหญิงสาว สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าที่งดงามของเธอ

“ฉันรู้ค่ะ ฉันถึงได้มาหาคุณแล้วยังไงคะ” หญิงสาวค่อยๆประคองให้ชายหนุ่มนั่งลงบนเตียง จากนั้นจึงก้มไปมองรูปถ่ายกับจดหมายที่ยังอยู่ในมือของหย่งหนาน หย่งหนานเห็นรัญชิดามองจึงได้รีบเอาของสองอย่างไปซ่อนไว้ใต้หมอนและยิ้มเขิน

“คุณกินข้าวก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะได้กินยานะคะ” รัญชิดาเดินไปเลื่อนโต๊ะเข้ามาใกล้ แต่ทำให้หย่งหนานได้โอกาสพูดอ้อน

“ผมไม่สบาย เรี่ยวแรงก็ไม่ค่อยมี แผลก็ยังเจ็บอยู่ ดาช่วยป้อนผมได้มั้ย” หย่งหนานไม่เพียงพูดเสียงอ้อน แต่ยังทำหน้าตาให้ชวนน่าสงสาร ทำให้รัญชิดาเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวนั้นแล้ว จึงทำใจแข็งไม่ทำตามคำขอของหย่งหนานไม่ได้ หญิงสาวค่อยๆป้อนโจ๊กหมูที่แม่โรสเป็นคนทำให้กับหย่งหนานทีละคำ ถึงเขาจะเจ็บคอเพราะกำลังไม่สบายอยู่จนกลืนอาหารลำบาก แต่เขาก็พยายามที่จะฝืนกินเข้าไปให้ได้มากที่สุด จากโจ๊กที่มีเกือบเต็มถ้วยยุบไปถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อกินข้าวแล้วรัญชิดาจึงให้เขานั่งพักสักครู่ก่อน ในระหว่างนั้นเธอได้เดินไปจัดยาหลังอาหารไว้ให้

“ดา..คุณมาได้ยัง เห็นเหวินฉีบอกผมว่าที่บ้านคุณไม่ยอมให้คุณคบกับผมอีกแล้ว หรือว่า..เหวินฉีไปลักพาตัวคุณมา” หย่งหนานมองรัญชิดาที่กำลังยุ่งในการหยิบยาออกจากขวดเพื่อจะเตรียมไว้ให้เขาและได้ถามเธอในสิ่งที่เขาสงสัย

“เถ้าแก่เถียนไปคุยกับพ่อแม่ของฉันค่ะ พวกท่านก็เลยอนุญาตให้ฉันมาเยี่ยมคุณได้” หญิงสาวตอบและเดินกลับมาหา

“คุณพ่อผมอย่างงั้นหรอ” หย่งหนานจับมือของเธอไว้และย้อนถามด้วยความดีใจ หญิงสาวจึงได้พยักหน้าตอบ เขาจึงได้ถามต่อว่าพ่อของเขาพูดอะไรกับพ่อแม่ของรัญชิดาบ้าง แต่รัญชิดาส่ายหน้าไม่รู้ เพราะในตอนนั้นแม่โรสบอกเธอแต่ว่าเถ้าแก่เถียนต้องการให้เธอมาเยี่ยมหย่งหนานเท่านั้นและแม่ก็ถามความสมัครใจของเธอ หย่งหนานจึงได้แสร้งถามต่อว่ารัญชิดาเต็มใจที่จะมาเยี่ยมเขาโดยที่ไม่มีใครบังคับใช่มั้ย เธอจึงยิ้มน้อยๆอย่างเขินอายและพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้หย่งหนานดีใจจนฉีกยิ้มกว้าง

“แล้วพรุ่งนี้คุณจะมาหาผมอีกมั้ย ผมเป็นคนป่วยที่ขาดกำลังใจ ถ้าได้คุณมาเยี่ยมทุกวัน ผมคงจะหายเร็วขึ้น ดา..สงสารผมนะ” หย่งหนานพูดเสียงอ้อน ทำให้รัญชิดาไม่รู้จะบอกกับเขายังไงดีว่าเธอคงมาเยี่ยมเขาไม่ได้อีกแล้ว หญิงสาวก้มหน้าลงมองสองมือของเธอที่หย่งหนานกุมไว้จนแน่นไม่ยอมปล่อย

“คุณมีคุณแม่ของคุณดูแลอยู่แล้วนี่คะ พยาบาลก็มี จะให้ฉันมาวุ่นวายทำไม”

“ไม่นะ..ไม่วุ่นวายเลย คุณมาเยี่ยมผมอีกนะ” หย่งหนานก้มหน้าไปมองรัญชิดา แต่หญิงสาวกลับเบือนหน้าหนี ไม่กล้าที่จะสบตาเขาตอบ เพราะเธอกลัวจะร้องไห้ต่อหน้าชายหนุ่ม แต่หย่งหนานเหมือนจะเดาบางอย่างได้ จึงได้พูดต่อ

“หรือว่าคุณมาหาผมไม่ได้แล้ว เพราะว่าพี่สาวของคุณไม่ชอบมาเฟียใช่มั้ย เธอจึงไม่อยากให้คุณคบกับผม” คำถามของหย่งหนานทำให้รัณชิดานิ่งเงียบ และความเงียบของเธอทำให้เขารู้ว่านั่นคือคำตอบ

“เหวินฉีบอกผมหมดแล้ว ทำไมล่ะดา แค่เหตุผลนี้เราก็คบกันต่อไปไม่ได้แล้วหรอ ทำไมพี่สาวของคุณต้องขัดขวางเราด้วย”

“คุณอย่าถามเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ เหตุผลของพี่กานต์ คนนอกไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ” รัญชิดารีบตัดบทและลุกไปหยิบยาหลังอาหารมาให้ชายหนุ่ม แต่หย่งหนานพอได้ยินคำว่า ‘คนนอก’ เขาก็ทำหน้ามุ่ย ไม่ยอมกินยาที่เธอยื่นให้

“ผมไม่ใช่คนนอกนะ แต่ผมเป็นแฟนของคุณ ดาบอกผมมาเถอะ” หย่งหนานพูดออกมาอย่างชัดเจนว่าเธอเป็นแฟนของเขา ทำให้หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อ และต่อว่าที่เขาโมเมไปเอง ทั้งที่เธอยังไม่เคยตอบตกลงว่าจะคบกับเขาสักครั้ง แต่หย่งหนานก็เฉไฉไปว่าหนังสือพิมพ์ลงข่าวไปแล้วว่าเธอเป็นแฟนของเขา เป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของเถ้าแก่เถียน ยังไงเธอก็ปฏิเสธไม่ได้ มีแต่ต้องปล่อยให้เลยตามเลยเท่านั้น คำพูดของชายหนุ่มทำให้รัญชิดาหน้าร้อนผ่าวเพราะความเขินอายจนรู้สึกได้

“เอาล่ะๆ ฉันไม่อยากคุยกับคุณเรื่องนี้แล้ว คุณกินยาก่อน แล้วถ้ามีโอกาสฉันจะเล่าให้คุณฟัง” รัญชิดายอมแพ้ ค่อยๆป้อนยาให้หย่งหนานและหยิบแก้วน้ำยื่นให้เขาดื่ม สายตาของชายหนุ่มจ้องมองไปที่ใบหน้าที่ยังเป็นสีชมพูระเรื่อของรัญชิดา

“คุณยอมเล่าแสดงว่าคุณตกลงเป็นแฟนผมแล้วใช่มั้ยล่ะ” หย่งหนานหรี่ตาลงและยิ้มน้อยๆให้หญิงสาว ท่าทางของเขาทำให้เธอเขินอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี รัญชิดารู้สึกว่าเธอกำลังคิดผิดที่มาดูแลคนป่วยจอมเจ้าเล่ห์อย่างหย่งหนาน หญิงสาวจึงรีบบอกให้เขานอนพักผ่อนได้แล้ว แต่หย่งหนานไม่ยอม เขายังอยากคุยกับรัญชิดาอีกหลายๆคำ ในจังหวะที่รัญชิดากำลังพยายามดันหัวไหล่ให้หย่งหนานนอนลง แต่อีกฝ่ายฝืนตัวเองเอาไว้ ทำให้รัญชิดาต้องออกแรงเพิ่มขึ้นมาอีกนิดโดยที่ไม่รู้ว่าหย่งหนานไม่ได้ฝืนตัวเองไว้เหมือนตอนแรกแล้ว พอรัญชิดาออกแรงดันไปที่หัวไหล่ทั้งสองข้างจึงทำให้หย่งหนานหงายหลังลงไปที่เตียงนอนตามด้วยร่างของรัญชิดาที่เสียหลักล้มทับลงมาบนตัวของเขาพอดี ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากของเขาและเธอ จะมีเพียงเสียงของหัวใจที่พวกเขาต่างได้ยินของกันและกัน หย่งหนานค่อยๆโอบกอดหญิงสาวเอาไว้ เขาขอแค่ได้กอดเธอแบบนี้ไปอีกสักพัก เพื่อให้แน่ใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่ถึงจะเป็นความฝันก็คงเป็นความฝันที่หอมหวาน จนเขาไม่อยากตื่นขึ้นมาแม้แต่น้อย และหากไม่ใช่เจ้าของน้ำเสียงที่ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง ทั้งเขาและเธอคงยังไม่ตื่นจากความฝันที่งดงาม
“คนชั่ว..ปล่อยน้องสาวฉันเดี๋ยวนี้นะ”

----------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไป

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
midori
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
avatar

จำนวนข้อความ : 51
: 40
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Fri Nov 09, 2012 11:07 pm

อะนะ มีคนขัดขวางความสวีท เห้นทีต้องให้พี่เกาช่วยดึงนู่กานต์ออกมาไวๆ อย่าให้จมอยู่กับอคตินานๆ ไม่ดีหรอก

ความรักทำให้โลกสดใส
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 10, 2012 11:18 am



ยิ่งอ่านยิ่งไม่ชอบรัญชิดาเลยค่ะ อิจฉาที่พี่กานต์หวงและรักมาก Mad

ไม่อยากเห็นพี่กานต์ห่วงคนอื่นมากขนาดนี้นี่หน่า เห็นแล้วทั้งอิจฉาทั้งปวดใจ

เห็นพี่กานต์ต้องมาอารมณ์เสียเพราะเรื่องมาเฟียป้วนเปี้ยนน้องสาวด้วย ยิ่งเศร้า

ชีวิตเป็นของน้องสาวปล่อยไปเถอะค่ะ อย่าไปยุ่งเลย พี่กานต์จะได้ไม่ต้องถูกว่าด้วย Sad

ความรู้สึกว่ารัญชิดาเป็นคู่แข่งทวีมากขึ้นทุกทีเลย No กลายเป็นคนขี้อิจฉาไปซะแล้ว pale


อิจฉาไม่อยากให้พี่กานต์ห่วงสาวไหนทั้งนั้น แต่คงทำอะไรไม่ได้ เฮ้อ! Sad


_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
chuengngee
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ


จำนวนข้อความ : 55
: 39
Registration date : 13/12/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 10, 2012 6:12 pm

เออเฮอะ นู๋กานนี่ก็รั้นใช้ได้นะเนี้ย คอยเป็นก้างตลอด เดี๋ยยุให้พากันหนีซะเลยจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 10, 2012 8:29 pm

มามิ / พี่งี้...อย่าไปว่าพี่กานต์เลยค่ะ พี่กานต์ออกจะน่าสงสารที่สุด เพราะพี่กานต์มีปมในใจ

และคนที่จะแก้ปมนี้ได้มีแค่พี่เกาคนเดียว วี้ดวิ้วววว


พี่โย่ว..ทับทิมอ่านเม้นท์ของพี่แล้วขำก๊ากเลยค่ะ เดี๋ยวทับทิมไปยุให้พี่หย่งหนานพาน้องดาหนี

ให้รู้แล้วรู้รอดแบบที่พี่งี้ว่าดีกว่า เรื่องจะได้จบๆ ข้าวสารเป็นข้าวสุก พี่กานต์จะยุ่งก็ยุ่งไม่ได้แล้ว Razz

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tomtam
ศิษย์ชาเรี่ยนขั้น 2
ศิษย์ชาเรี่ยนขั้น 2
avatar

จำนวนข้อความ : 167
: 36
Registration date : 14/12/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sun Nov 11, 2012 9:18 pm

ขำเจ๊กานต์มาก นึกว่าจะแน่ พอเจอเสี่ยเถียนเข้าไป อึกอักจนพูดไม่ออกเลย สุดท้ายก็ต้องตามน้องสาวไปเยี่ยมพระเอกของเรา หุๆ

ชอบมุขกระดาษที่น้องดาแอบใส่ไว้ให้พี่เถียนน่ารักมากมายค่ะ อ่านไปก็แอบยิ้มไป

พี่เถียนกับน้องดาเขาจีบกันน่ารักมากอ่ะ คนป่วยขี้อ้อนแบบนี้ เห็นทีน้องดาต้องตกหลุมพรางยอมเป็นแฟนพี่เถียนอย่างแน่นอน ^^

อ๊ากกกก เจ๊กานต์มาจากไหนเนี่ย คนเขากำลังสวีตกันอยู่ ขาดตอนเลย เสียรมณ์มาก อย่างนี้ตอนหน้าต้องให้พี่เกาสั่งสอนนะคะ Twisted Evil
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://forums2.popcornfor2.com/index.php?showtopic=56077&st=
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Mon Nov 12, 2012 8:12 pm

แต๋ม..ให้พี่เกาสั่งสอนพี่กานต์ยังไงดีคะ จับมาจูบซะดีมั้ยคะ จะได้พูดน้อยลงหน่อย Embarassed


_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Tue Nov 13, 2012 6:01 am


ไม่เอานะทับทิม เดี๋ยวซ้อแต๋มหึงขึ้นมา เส่เยี่ยของพี่แย่แน่นอน

อย่างแอนนี่พี่กะว่าน่าจะได้รับไฟเขียวจากซ้อๆ ยังเจอไฟเหลืองเบรคเอี๊ยด

นี่นู๋กานต์ปากจัดเยี่ยงนี้ ขืนจัดให้ถูกจูบต้องเจอไฟแดงจากซ้อๆ แน่เลย

เรื่องจูบยกให้คู่รัญชิดากะพี่เถียนไปค่ะ คู่ท่านเกากะนู๋กานต์แค่จับมือพอ

เพื่อความปลอดภัยของเส่เยี่ย ที่ยังอยู่ในกำมือของ ผกก แต๋ม

ผกก ทับทิมอย่าเพิ่งจัดฉากสวีทเกินพิกัดนะคะ เห็นใจแฟนคลับเส่เยี่ยเต๊อะ

_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 24, 2012 7:09 pm

ตอนที่ 7

น้ำเสียงที่ไม่พอใจของธีรกานต์ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำให้หย่งหนานรีบคลายอ้อมกอดออกจากรัญชิดา ในขณะที่หญิงสาวก็รีบลุกขึ้นมายืนห่างจากชายหนุ่มเมื่อเห็นธีรกานต์เดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ตามด้วยเลี่ยวอี้ปิงที่เดินตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด

“นี่มันอะไรยัยดา..กลับบ้านไปกับพี่เลยนะ” ธีรกานต์รีบดึงมือน้องสาวให้เดินไปพร้อมกับเธอ ทำให้หย่งหนานที่เห็นท่าทางที่เกรี้ยวกราดนั้นต้องรีบลุกขึ้นมาเพื่อจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจเสียก่อน

“ผมขอโทษ..เป็นความผิดของผมเอง ผมรู้ว่าไม่ควรทำแบบนี้ ถ้าคุณจะด่าก็ด่าผมเถอะ อย่าไปดุดาเลยนะครับ” ธีรกานต์หยุดยืนนิ่งเมื่อได้ฟังคำพูดของหย่งหนาน แต่เธอไม่ได้พูดสิ่งใดออกมานอกจากสายตาที่จ้องมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่โกรธเกลียด ทำให้หย่งหนานรีบพูดต่อ

“ผมไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมคุณถึงมีอคติกับมาเฟีย แต่ผมก็ไม่อยากให้คุณมองมาเฟียทุกคนเหมือนกันหมด คนเรามีดีมีชั่วได้ มาเฟียก็มีดีมีชั่วได้เหมือนกัน และผมก็พร้อมที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าผมไม่ใช่คนเลวและไม่มีวันทำให้ดาต้องเสียใจ”

“เก็บคำพูดของนายไว้พูดกับคนอื่นเถอะ” ธีรกานต์พูดเสียงแข็งสวนขึ้นมาทันทีและเบนสายตาลงต่ำไปมองมือของชายหนุ่มที่จับต้นแขนของรัญชิดาเอาไว้ ทำให้รัญชิดาพยักหน้าให้หย่งหนานเพื่อให้เขาปล่อยเธอไป แต่หย่งหนานกลับดื้อรั้น เพราะเขาจะไม่ยอมเสียคนที่เขารักไปด้วยเหตุผลแค่นี้

“แต่ถ้าคุณยังมองผมอย่างมีอคติอยู่แบบนี้ ผมก็ยอมให้คุณพาดาไปไม่ได้” หย่งหนานจับต้นแขนทั้งสองข้างของรัญชิดาไว้ และดึงร่างของเธอเข้าหาตัว ทำให้ธีรกานต์ไม่พอใจ เธอจึงใช้ทั้งสองมือดึงรัญชิดาให้ออกห่างจากหย่งหนาน

“ปล่อยน้องสาวฉันเดี๋ยวนี้นะ”

“ผมไม่ปล่อย” หย่งหนานดื้อรั้น ธีรกานต์ก็ดื้อรั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้กัน เลี่ยวอี้ปิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งไปตามเหวินฉีให้มาช่วย เพราะคงมีแต่หลานชายคนนี้เท่านั้นที่พอจะรับมือกับธีรกานต์ได้ ธีรกานต์เห็นหย่งหนานไม่ยอมปล่อยน้องสาว จึงพยายามแกะมือของชายหนุ่มออก ยิ่งออกแรงดึงมือ หย่งหนานก็จับแขนของธีรกานต์ไว้แน่น แม้รัญชิดาจะบอกให้เขาปล่อยเธอไปก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเหวินฉีที่รีบวิ่งเข้ามาถึงได้รีบเข้าไปช่วย ชายหนุ่มโอบรอบเอวของธีรกานต์ไว้แน่นแล้วยกร่างของหญิงสาวจนลอยเหนือพื้นพร้อมทั้งเดินถอยหลังออกมา ธีรกานต์ร้องโวยวายบอกให้เขาปล่อยเธอลงและพยายามดิ้นสะบัดแขนขาอย่างไร้ทิศทางทำให้เหวินฉีต้องคอยหลบเลี่ยงฝ่ามือของเธอไปด้วย เมื่อเหวินฉีพาหญิงสาวออกมาได้จึงได้วางธีรกานต์ลง แต่พอเท้าสัมผัสพื้นได้เท่านั้นหญิงสาวก็หันหน้ากลับมาหาเหวินฉีพร้อมด้วยฝ่ามือที่พุ่งตรงไปที่ใบหน้าของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว

“พี่กานต์..อย่าค่ะ” รัญชิดาร้องห้ามและรีบวิ่งเข้ามา แต่เสียงห้ามของเธอไม่ได้เร็วไปกว่าฝ่ามือของพี่สาวและความรวดเร็วของเหวินฉี ชายหนุ่มรู้ดีว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาปล่อยเธอ เธอจะต้องตอบแทนเขาอย่างสาสม ดังนั้นเมื่อเขาเห็นเธอหันหน้ามาพร้อมด้วยฝ่ามือที่ยกสูงขึ้น ชายหนุ่มจึงย่อตัวลงทันที ทำให้เขารอดจากการถูกหญิงสาวตบหน้า แต่ธีรกานต์ไม่ยอมแพ้ เมื่อเธอยกฝ่ามือขึ้นอีกครั้ง แต่เธอก็ยังคิดผิดที่หมายจะต่อกรกับมาเฟียหนุ่มอย่างเหวินฉี เมื่อเขาจับข้อมือของเธอไว้ได้แล้วจึงจับแขนข้างนั้นของเธอไขว้ไปด้านหลัง ทำให้แขนอีกข้างของเธอพยายามที่จะเหวี่ยงไปด้านข้างเพื่อทำร้ายเหวินฉีกลับทำให้เธอถูกเขาจับพันธนาการเอาไว้ เสียงร้องโวยวายของเธอดังลั่นจนแสบแก้วหู แต่เหวินฉีก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอ จนกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง

“คนชั่ว..ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” เธอต่อว่าและกระทืบเท้าลงหมายจะเหยียบเท้าของเหวินฉี แต่เขาก็ยังหลบเลี่ยงไปได้

“คำก็คนชั่ว สองคำก็คนชั่ว ถ้าคุณไม่ยอมพูดคำอื่นที่ดีกว่านี้ ก็อย่าหวังว่าผมจะปล่อยคุณไปง่ายๆ”

“ก็พวกนายมันชั่ว ชอบรังแกคนที่ไม่มีทางสู้ ไหนบอกว่าตัวเองเป็นคนดี แล้วคนดีที่ไหนที่เขาทำกันแบบนี้” ธีรกานต์ต่อว่าเหวินฉีหน้าดำหน้าแดง เธอกำลังโกรธจนถึงที่สุด

“คุณก็หัดฟังคนอื่นเขาพูดบ้างสิ ที่คุณลุงของผมเสียเวลาพูดไปตั้งเยอะ มันไม่ได้ทำให้คุณเข้าใจขึ้นมาบ้างเลยรึไง”

“ฉันไม่เข้าใจ” ธีรกานต์เถียงเสียงแข็งและพยายามดิ้นให้หลุดแต่ยิ่งทำให้เหวินฉีออกแรงจับเธอไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม

“ถ้าไม่เข้าใจ คนอย่างคุณก็ต้องเจอแบบนี้แหละ” รัญชิดาเห็นพี่สาวโดนเหวินฉีจับไว้แบบนั้นจึงเข้าไปช่วยพูดขอร้องให้อีกฝ่ายปล่อยพี่สาวของเธอ แต่เหวินฉีเห็นความดื้อรั้นของธีรกานต์แล้ว ทำให้เขาไม่ยอมทำตามคำขอ รัญชิดาจึงหันไปทางหย่งหนานด้วยแววตาที่อ้อนวอน ทำให้หย่งหนานต้องก้าวเข้ามาเพื่อขอร้องเหวินฉีอีกคน

“ปล่อยเธอไปเถอะ เพราะถ้าฉันยังขืนดึงดันต่อไป คนที่ลำบากใจที่สุดก็คือดา”

“นายพูดแบบนี้อย่าบอกนะว่านายยอมแพ้” เหวินฉีเห็นแววตาที่เศร้าหมองของหย่งหนานจึงได้ย้อนถาม แต่เขาเพียงยิ้มที่มุมปากและมองรัญชิดาด้วยแววตาที่สื่อความหมายอย่างลึกซึ้ง

“ใครบอกว่าฉันจะยอมแพ้ เพียงแค่ฉันยอมถอยออกมาก้าวหนึ่งให้ดาได้มีพื้นที่เหลืออยู่บ้าง เพราะฉันรู้ว่าพวกเธอต่างรักและห่วงใยกันมากแค่ไหน อย่าให้คนนอกอย่างฉันต้องไปทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเธอต้องสั่นคลอนอีกเลย” หย่งหนานบอกเหวินฉีและจึงเดินเข้าไปหารัญชิดาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนแล้วจึงกุมมือของเธอไว้

“ผมจะไม่ยอมแพ้ ผมจะทำให้ครอบครัวของคุณยอมรับผมให้ได้ ดา..ผมรักคุณ คุณรอผมนะ” รัญชิดาน้ำตาคลอเมื่อได้ยินคำพูดของหย่งหนาน ทำให้ชายหนุ่มยิ้มให้เธออีกครั้งและค่อยๆใช้นิ้วมือเกลี่ยไล้น้ำตาให้หญิงสาว “อย่าร้องไห้นะคนดีของผม” หย่งหนานพูดปลอบรัญชิดาไม่ให้ร้องไห้ แต่น้ำเสียงของเขากลับสั่นเครือ

“รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะทำให้พี่สาวของคุณโกรธ” ชายหนุ่มยิ้มให้เธออีกครั้งและจึงยอมปล่อยมือจากเธอ รัญชิดาเดินกลับไปหาพี่สาวที่เหวินฉียอมปล่อยให้เธอหลุดจากพันธนาการของเขาแล้ว สีหน้าของธีรกานต์ตอนนี้ไร้รอยยิ้ม สายตาของเธอมองไปทางผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังของน้องสาว

“ฉันไม่ใช่คนใจร้ายหรือไม่มีเหตุผล ถ้านายอยากจะให้ฉันยอมรับ นายก็ต้องทำให้ฉันเห็นว่านายเป็นคนดีพอที่ฉันจะไว้ใจฝากน้องสาวที่ฉันรักไว้กับนายได้ ในเมื่อนายบอกว่านายพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง งั้นฉันก็จะให้โอกาสกับนาย แต่ถ้านายทำไม่ได้ นายก็ต้องเลิกมาตอแยกับน้องสาวของฉัน ว่าไง..นายกล้าเดิมพันกับฉันมั้ย” คำพูดของธีรกานต์ทำให้เหวินฉีกับหย่งหนานแทบไม่อยากเชื่อว่าคำพูดพวกนี้จะหลุดออกมาจากปากของผู้หญิงที่เพิ่งจะโมโหเกรี้ยวกราดไปเมื่อครู่ ในขณะรัญชิดายิ้มและหันกลับไปมองหน้าหย่งหนานเพื่อรอฟังคำตอบจากปากของชายหนุ่ม

“ผมตกลง ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มยิ้มอย่างสดใสและเดินกางแขนเข้าไปหารัญชิดาเพื่อจะโอบกอดหญิงสาว แต่เสียงกระแอมของธีรกานต์ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน ทำให้เขาต้องแก้เขินด้วยการใช้นิ้วชี้เกาที่แก้มของตัวเองเบาๆ ในขณะที่รัญชิดาโผเข้าไปสวมกอดพี่สาวไว้แน่น

“ตอนนี้ฉันจะพาน้องกลับบ้านได้รึยัง” ธีรกานต์คลายอ้อมกอดจากน้องสาวแล้วจึงหันไปถามเหวินฉีที่ยืนกอดอกมองเธออยู่

“ยัง” เขาตอบคำเดียวสั้นๆคล้ายจะหาเรื่อง แต่ก็รีบพูดประโยคต่อมาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ขอไปเอากุญแจรถก่อน เพราะถ้าผมไม่ไปส่งคุณกับดาด้วยตัวเอง น้องเขยของคุณมีหวังเล่นงานผมตาย” เหวินฉีไม่วายที่จะพูดแหย่ธีรกานต์จนทำให้เธอหน้าบึ้ง แต่ก็ทำให้อีกสามคนที่อยู่ในห้องต่างพากันหัวเราะ เมื่อพูดแหย่หญิงสาวจนพอใจแล้ว เขาจึงได้รีบเดินออกไปรอทั้งสองคนข้างล่าง ในขณะที่เลี่ยวอี้ปิงบอกให้ลูกชายนอนพักผ่อนก่อนที่ท่านจะเดินลงไปส่งทั้งธีรกานต์และรัญชิดา

หย่งหนานมองตามหลังคนรักจนพ้นประตูห้องไปแล้วก็รีบเดินไปยืนรออยู่ที่ริมระเบียง สายตาของเขาเฝ้ามองรัญชิดาที่กำลังจะเดินออกไปขึ้นรถที่เหวินฉีมารออยู่แล้ว เหวินฉีเหมือนจะรู้ว่าญาติผู้น้องยืนมองดูอยู่จึงได้กระซิบบอกรัญชิดาตอนที่เธอเดินมาถึงรถให้หญิงสาวมองขึ้นไปข้างบน ทำให้หย่งหนานพอเห็นคนรักมองขึ้นมาจึงได้รีบโบกมือให้กับเธอ ในตอนนั้นที่เหวินฉีสังเกตเห็นสีหน้าของธีรกานต์ที่ไม่มีแม้รอยยิ้ม เขารู้ว่าเธอไม่ได้โกรธน้องสาวกับหย่งหนานอีกแล้ว หากแต่แววตาคู่นั้น มันทำให้เขาเห็นความเศร้าที่ถูกซ่อนเอาไว้ในใจของเธอ

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 24, 2012 7:13 pm

ในเวลาหนึ่งเดือนที่หย่งหนานต้องพักรักษาตัวโดยที่มีแม่คอยดูแล ถึงแม้เลี่ยวอี้ปิงจะไม่ได้อยู่ค้างที่บ้านเหมือนในตอนแรก แต่ท่านก็มาเยี่ยมลูกชายทุกวันทำให้หย่งหนานรู้สึกอบอุ่นใจ และเขายังได้รับจดหมายจากรัญชิดาที่ฝากมากับอาหารเช้าที่ทำให้เขาต้องยิ้มออกมาได้ทุกครั้งที่ได้เปิดอ่าน เธอมักจะคอยเตือนให้เขากินยาและกินข้าวให้ตรงเวลาเหมือนเขายังเป็นเด็กอายุไม่กี่ขวบ เขารู้ว่าเธอห่วงใยจึงไม่เคยนึกบ่น ในวันที่เธอต้องออกไปกับลูกทัวร์ รัญชิดาก็จะโทรศัพท์มาเล่าให้เขาฟังว่าวันนี้เธอไปที่ไหนมาบ้าง เธอทำให้เขารู้ว่าในใจของเธอมีที่ให้เขายืนอยู่ และที่ทำให้เขาดีใจที่สุดก็คือเหวินฉีได้บอกว่าบริษัทนำเที่ยวสุขหรรษาของพิมพ์อรได้ตกลงเลือกโรงแรมของสกุลเถียนสำหรับลูกทัวร์ที่เดินทางมาเที่ยวมาเก๊า และพิมพ์อรยังช่วยแนะนำบริษัทอื่นๆให้อีกด้วย จึงทำให้ตอนนี้โรงแรมเริ่มมีลูกค้าจากประเทศไทยเข้ามาใช้บริการทดแทนลูกค้าในฮ่องกงและมาเก๊าที่หายไป

เถียนหย่งหนานก้าวลงมาจากรถยนต์เจ็ดที่นั่งพร้อมเกาเหวินฉีเมื่อเขามาถึงโรงแรม ช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่เขาไม่ได้เข้ามาที่นี่แต่มันยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง พวกพนักงานรีบเข้ามาต้อนรับและทักทายเมื่อได้เห็นเจ้านายกลับมาแล้วทำให้ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยและพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับทุกคน จากนั้นจึงขึ้นไปยังห้องทำงานของตัวเองที่อยู่บนชั้นสิบที่ตอนนี้บนโต๊ะทำงานกลับมีรูปถ่ายของเขากับรัญชิดาที่ถูกใส่กรอบไว้อย่างเรียบร้อย จึงทำให้หย่งหนานต้องรีบขอบคุณญาติผู้พี่ที่ช่วยจัดการไว้ให้อย่างรู้ใจ

“เอาล่ะ ฉันพร้อมทำงานแล้ว นายบอกมาเลยว่าจะให้เริ่มจากตรงไหนก่อน” หย่งหนานนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานตัวเดิมด้วยท่าทางที่สบายใจและจึงได้เปิดคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งขยับกรอบรูปให้หันมาในระยะที่สายตาของเขาจะมองเห็นได้ถนัด

“ใจเย็นๆอย่าเพิ่งไฟแรง เดี๋ยวนายช่วยตรวจรายงานพวกนี้ไปก่อน เป็นผลประกอบการของเดือนที่ผ่านมาที่ทางฝ่ายบัญชีเพิ่งเอามาให้เมื่อวาน ถ้าตรวจเสร็จแล้วก็ช่วยเซ็นชื่อให้เรียบร้อยด้วยนะครับเจ้านาย” เหวินฉีก้มหัวให้เล็กน้อยเป็นเชิงหยอกล้อ

“ความจริงรายงานพวกนี้นายไม่ต้องรอให้ฉันเป็นคนเซ็นก็ได้นะ เพราะฉันเซ็นหรือนายเซ็นมันก็เหมือนกันนั่นแหละ” เหวินฉีได้ยินคำพูดของหย่งหนานแล้วจึงได้ยื่นมือไปแตะไหล่เบาๆ พร้อมทั้งพูดขึ้นมาว่าตอนนี้หย่งหนานกลับมาแล้ว เขาต้องเป็นคนเซ็นถึงจะถูก ทำให้หย่งหนานต้องยิ้มรับ จากนั้นทั้งสองคนได้คุยถึงเรื่องงานในโรงแรมกันต่อ ถึงตอนนี้ลูกค้าจะเริ่มทยอยกลับมาบ้างแล้ว แต่ถ้าเทียบกลับเมื่อก่อนยังถือว่าห่างไกลอยู่มาก หย่งหนานไม่เคยคิดเลยว่าเผิงจินหู่เพื่อที่จะเอาชนะแล้วถึงกลับใช้วิธีที่สกปรก ครั้นเมื่อนึกถึงคู่ต่อสู้ทางธุรกิจ หย่งหนานจึงอดไม่ได้ที่จะถามถึง

“ตั้งแต่วันนั้นที่เถ้าแก่เผิงมาที่บ้านเรา นายคิดว่าจินหู่จะใช้วิธีสกปรกกับเราอีกมั้ย”

“ฉันคิดว่าไม่แล้วนะ ก็ในเมื่อคุณลุงพูดจนชัดเจนขนาดนั้น ขืนยังเล่นไม่ซื่ออีก คิดว่าคราวนี้คุณลุงคงไม่เกรงใจอีกแล้วล่ะ นายอย่าลืมสิว่าคุณลุงมีพรรคพวกที่ยังนับถือกันอยู่ อย่างน้อยๆถ้าคุณลุงต้องการความช่วยเหลือ ขอแค่ท่านเอ่ยปากเท่านั้น ต่อให้มีเถ้าแก่เผิงคอยช่วย จินหู่ก็รับมือไม่ไหวแล้ว” เหวินฉีพูดด้วยท่าทางที่มั่นใจที่เผิงจินหู่จะไม่กลับมาหาเรื่องอีก

“ฉันเพิ่งเห็นข้อดีของการเป็นมาเฟียก็คราวนี้นี่เอง อย่างน้อยก็ใช้อิทธิพลที่มีไว้ข่มขู่อีกฝ่ายได้” หย่งหนานพูดแบบขำๆ

“นายสบายใจได้ หมอนั่นไม่กล้าอีกแล้วล่ะ ทีนี้ก็อยู่ที่ฉันกับนายที่จะทำยังไงถึงจะดึงลูกค้ากลับมา” เหวินฉีพูดพลางชี้นิ้วขึ้นเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เมื่อเขากำลังหยิบแฟ้มที่วางซ้อนกันอยู่บนโต๊ะมาให้หย่งหนาน

“ข่าวดีนะ..นี่เป็นรายชื่อบริษัททัวร์ที่จองห้องพักในโรงแรมของเรา ถึงจะยังไม่มากแต่ก็มีเข้ามาเกือบทุกวันแบบนี้ ทำให้ฉันคิดว่าไม่นานโรงแรมของเราต้องกลับมาสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าจนกลับเข้ามาใช้บริการได้เหมือนเดิมแน่ๆ” หย่งหนานค่อยๆกวาดสายตาอ่านชื่อบริษัททัวร์และร้องด้วยความตื่นเต้นที่หนึ่งในนั้นมีบริษัทของพิมพ์อรรวมอยู่ด้วย นั่นก็หมายความว่ารัญชิดาก็จะต้องมาเป็นมัคคุเทศก์ให้และได้มาพักที่โรงแรมของสกุลเถียน ชายหนุ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์จนเหวินฉีต้องรีบบอกว่าหญิงสาวมาทำงานไม่ได้มาออกเดทกับเขา ไม่ต้องทำหน้าตาตื่นเต้นเกินเหตุ หลังจากโดนพูดดักคอถึงขนาดนั้นแล้วจึงทำให้หย่งหนานกลับมาสนใจเหวินฉีที่กำลังพูดอธิบายต่อที่ตอนนี้เขาได้สอบถามกับเพื่อนที่เมืองจีน เพื่อนของเขาบอกว่านักเสี่ยงโชคที่นั่นไม่ได้สนใจเรื่องข่าวที่เกิดขึ้น แต่ที่จำนวนลูกค้าจากเมืองจีนลดน้อยลง เพราะคาสิโนของสกุลเถียนมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นจากบ่อนที่แอบเปิดอย่างผิดกฎหมาย วิธีที่จะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้นั้น เหวินฉีมีความคิดว่าจะต้องมีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งเรื่องนี้เขาจะปรึกษาเพื่อนที่เมืองจีนอีกทีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป หย่งหนานเห็นเหวินฉีช่วยทำงานแทนเขาระหว่างที่ต้องพักอยู่ที่บ้านถึงหนึ่งเดือน ทำให้รู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมาก จึงได้เอ่ยปากขึ้น

“ถ้าฉันไม่ได้นายมาช่วย ฉันก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขเรื่องวุ่นๆที่มีอยู่ในตอนนี้ได้ยังไงเหมือนกัน ขอบใจนายมากนะ”

“ไม่เป็นไร เราพี่น้องกัน ไม่จำเป็นต้องมีคำขอบคุณหรอกน่า” เหวินฉีโน้มตัวไปตบไหล่ของหย่งหนานเบาๆ แต่ทำให้เขายิ่งเกรงใจญาติผู้พี่มากขึ้น

“ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหน และก็ไม่เหมาะที่จะทำงานนี้จริงๆ ฉันไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่นและยังมองว่าคนอื่นจะดีเหมือนกันหมด ถ้าฉันเฉลียวใจซักนิด รอบคอบกว่านี้ เรื่องก็คงไม่เกิดขึ้นจนทำให้ชื่อเสียงของโรงแรมต้องเสียหาย” หย่งหนานกล่าวโทษตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง นี่นับเป็นครั้งที่สี่แล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง ทำให้ความไม่สบายใจของหย่งหนานสะท้อนให้เห็นจากแววตาของเขา หลายเรื่องที่ทำให้เขายังต้องครุ่นคิด และเฝ้าโทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เหวินฉีจะเคยบอกให้เขาเลิกคิดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันยังคงรบกวนจิตใจของเขาอยู่

“ถ้านายรู้สึกไม่สบายใจ นายก็ต้องช่วยฉันคิดหาวิธีกอบกู้ชื่อเสียงของโรงแรมให้กลับคืนมาให้ได้ นายต้องสู้ไปกับฉัน ตกลงมั้ย” เหวินฉีงอแขนขึ้นและยื่นไปข้างหน้าเพื่อรอให้หย่งหนานมาสัมผัสมือด้วย ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆและถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ได้..ฉันจะสู้ไปกับนาย โรงแรมของเราต้องกลับมายิ่งใหญ่เหมือนเดิม” หย่งหนานให้คำมั่นและแตะมือสัญญา

---------------------------------------------

ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนหลังจากที่หย่งหนานกลับมาทำงาน และวันนี้ที่เขาดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษที่ให้พนักงานทุกคนเตรียมตัวต้อนรับกรุ๊ปทัวร์ที่เดินทางมาจากประเทศไทย ซึ่งเป็นเที่ยวบินที่บินตรงมาจากกรุงเทพมาถึงมาเก๊า ซึ่งหย่งหนานได้ให้รถบัสของโรงแรมไปรับที่สนามบิน ในระหว่างที่รอกรุ๊ปทัวร์เดินทางมาถึงโรงแรม ท่าทางของเขาที่เดินวนไปมาอยู่ในห้องทำงานดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด จนเหวินฉีต้องบอกให้เขากลับไปนั่งและสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่หย่งหนานทำตามได้ครู่เดียว เขาก็ลุกขึ้นมาเดินวนไปมาต่อ จนเหวินฉีต้องนั่งเอามือมากุมขมับแล้วชำเลืองสายตาอย่างนึกขำ

“นี่นายจะตื่นเต้นอะไรนักหนาเนี่ย คุณเอมมี่ที่เป็นเจ้าของทัวร์ก็คุ้นเคยกับเราดี ยังไงเธอก็ไม่พูดถึงโรงแรมของเราในทางเสียหายหรอกน่า นายจะตื่นเต้นไปทำไมอีก หรือว่า..ฉันรู้แล้ว ตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้าแฟนรึไง” หย่งหนานพอถูกเหวินฉีพูดแทงใจดำเท่านั้นก็กลับมานั่งที่เก้าอี้ได้และบ่นที่เหวินฉีไม่เข้าใจความรู้สึกของเขาที่ไม่ค่อยได้เจอรัญชิดาเพราะต่างคนต่างมีงานต้องทำ คำพูดของเขาทำให้เหวินฉีหัวเราะอย่างชอบใจยกใหญ่และสัญญาว่าจะไม่ล้อหย่งหนานก็ได้ ทำให้หย่งหนานยิ้มเมื่อเขาหันไปมองรูปถ่ายที่วางอยู่บนโต๊ะ จนผ่านไปสักพักหย่งหนานจึงได้ก้มมองดูนาฬิกาข้อมือ ท่าทางที่ตื่นเต้นที่เพิ่งสงบไปเมื่อครู่ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมทั้งบอกกับเหวินฉีว่ารัญชิดาใกล้มาถึงแล้ว เขาจะลงไปรอข้างล่างแล้วก็รีบเดินออกไป ปล่อยให้เหวินฉีได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ ไม่นึกเลยว่าหย่งหนานจะคิดถึงรัญชิดาขนาดนี้ นี่แสดงว่าคงจะรักมากจึงได้คิดถึงมาก จนเหวินฉีรู้สึกได้ว่าความรักที่หย่งหนานมีต่อรัญชิดามันมากกว่าที่เขาเคยมีให้แอนนี่ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีแล้ว บาดแผลในใจของหย่งหนานจะได้รักษาให้หายขาดเสียที แต่พอนึกถึงรัญชิดาก็ทำให้เหวินฉีนึกถึงพี่สาวของเธอ เหวินฉีรู้สึกได้ว่าหญิงสาวไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผลอย่างที่เขาเคยคิด เพราะอย่างน้อยเธอก็รักษาคำพูดที่จะให้หย่งหนานได้พิสูจน์ตัวเองให้คนในครอบครัวของเธอยอมรับ และเขาก็รู้สึกได้ว่าความมีอคติของเธอคงจะลดน้อยลงแล้ว ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ยอมให้น้องสาวคบหากับหย่งหนานอยู่แบบนี้ จนทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เหวินฉีคิดเช่นนั้นและรู้สึกแบบนั้นจึงได้ลุกขึ้นเพื่อเดินตามหย่งหนานลงไปข้างล่างเพื่อคอยดูแลความเรียบร้อย และตอนนี้เขาคงจะปล่อยวางเรื่องของหย่งหนานได้แล้วเพื่อตั้งใจทำงานของตัวเองต่อไป

เถียนหย่งหนานกับเกาเหวินฉีเดินเข้าไปทักทายพิมพ์อรทันทีที่เธอพาลูกทัวร์เดินทางมาถึง ในขณะที่พนักงานของโรงแรมก็กล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยภาษาไทยเป็นคำว่า ‘สวัสดีครับ/ค่ะ’ ที่หย่งหนานให้พนักงานฝึกพูดจนคล่องมาหลายวันแล้ว จนสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวได้จริงๆ รวมไปถึงการบริการต่างๆที่พิมพ์อรเอ่ยชมที่พวกเขาจัดการทุกอย่างไว้ได้ดีกว่าที่เธอคิด จนทำให้ผู้บริหารทั้งสองคนถึงขนาดยิ้มแก้มปริ เมื่อทักทายกันได้ไม่กี่คำเท่านั้นพิมพ์อรก็ต้องขอตัวไปดูแลลูกทัวร์ของเธอก่อน หย่งหนานจึงได้รีบพูดขึ้นมาว่าค่ำวันนี้เขาจะขอเลี้ยงข้าวเธอกับรัญชิดา หวังว่าเธอจะไม่ปฏิเสธ พิมพ์ได้ยินแบบนั้นจึงได้หรี่ตาลงข้างนึงอย่างรู้ทันและได้ทำสัญลักษณ์มือ ‘โอเค’ ให้กับชายหนุ่ม และยังแกล้งพูดไปว่าเย็นนี้เธอจะพยายามทำตัวให้ว่างที่สุด เพื่อที่จะได้ไปเป็นก้างชิ้นโตให้กับหย่งหนานและรัญชิดา ชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นจึงได้แต่หัวเราะ
หลังจากหย่งหนานกับเหวินฉีอยู่ดูแลความเรียบร้อยได้สักพักพวกเขาจึงได้กลับขึ้นไปทำงานของตัวเองต่อ ในขณะที่รัญชิดาและพิมพ์อรก็ช่วยกันดูแลลูกทัวร์ของพวกเธอในการเข้าที่พักที่โรงแรมให้เรียบร้อย จากนั้นจึงได้พาลูกทัวร์ของพวกเธอไปรับประทานอาหารกลางวันที่ทางโรงแรมได้จัดเตรียมไว้ให้ก่อนที่เริ่มท่องเที่ยวตามโปรแกรมทัวร์ที่ได้ถูกวางเอาไว้ในวันแรกจนพระอาทิตย์ตกดิน

เวลาหนึ่งทุ่มตรงหลังจากที่รัญชิดากับพิมพ์อรกลับมาถึงโรงแรม พวกเธอก็พบว่าหย่งหนานกับเหวินฉีได้มารออยู่ที่ลอปปี้แล้ว จึงได้บอกให้พวกเขารอสักครู่ให้พวกเธอพาลูกทัวร์กลับเข้าห้องพักและขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ซึ่งผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงพวกเธอถึงได้กลับลงมา ชายหนุ่มทั้งสองจึงได้พาพวกเธอไปกินข้าวในห้องรับรองแขกพิเศษของโรงแรมที่หย่งหนานได้เตรียมอาหารไทยไว้ให้มีทั้งต้มยำกุ้ง ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปูผัดผงกระหรี่ แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือส้มตำปูม้า จนพิมพ์อรต้องอดพูดล้อไม่ได้ว่าเธอมาเที่ยวมาเก๊าทั้งทีแต่กลับไม่ได้กินอาหารขึ้นชื่อของมาเก๊า ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองหันมามองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างนึกขำ จากนั้นอาหารขึ้นชื่อของมาเก๊าก็มาวางอยู่ตรงหน้าโดยมีหย่งหนานแนะนำอาหารขึ้นชื่อให้ซึ่งมีทั้งทอดมันปลาคอด กุ้งผัดไวน์ หอยลายผัดน้ำมันมะกอกและขนมแสนอร่อยอย่างเซอร์ราดูร่า พิมพ์อรไม่รอช้าที่จะขอลองชิมอาหารของมาเก๊าก่อนเป็นอันดับแรกซึ่งเธอติดใจกับรสชาติของทอดมันปลาคอดจนอดที่จะถามถึงวิธีทำกับหย่งหนานไม่ได้ ทั้งที่เธอก็คิดว่าคำถามนี้อาจจะไม่ได้รับคำตอบจากปากของชายหนุ่ม แต่เธอเดาผิดเมื่อหย่งหนานเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีในฐานะของเจ้าบ้าน เมื่อเขาค่อยๆบอกวิธีทำทอดมันปลาคอดที่เป็นหนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของมาเก๊าเหมือนกับว่าเขาได้ลงมือทำด้วยตัวเองจนพิมพ์อรอดที่จะเอ่ยปากชมไม่ได้ เหวินฉีจึงได้ช่วยพูดเสริมว่าถึงหย่งหนานจะเป็นนักธุรกิจแต่ถ้ามีเวลาว่างเขาก็จะเข้าครัวหัดทำอาหาร พอพิมพ์อรได้ฟังก็ถึงขนาดทำตาโตด้วยที่คิดไม่ถึงมาก่อนพร้อมทั้งถามต่อด้วยความสงสัย

“คุณวินเซ็นต์ทำไมสนใจทำอาหารคะ ฉันรู้สึกว่ามันน่าแปลกมากๆที่จะเห็นหนุ่มหล่อแล้วก็รวยมากอย่างคุณจะสนใจเรื่องในครัวหรือว่าจะหัดทำอาหารไว้เอาใจใครรึเปล่าเอ่ย” พิมพ์อรพูดแหย่พร้อมทั้งหันหน้าไปมองเพื่อนรัก

“ถ้าคุณเอมมี่คิดว่าเป็นแบบนั้น ก็คงเป็นแบบนั้นครับ” หย่งหนานพูดพลางชำเลืองไปทางรัญชิดา ทำให้หญิงสาวถึงขนาดหน้าแดงระเรื่อ นี่ถ้าพิมพ์อรรู้ว่าคนที่สอนหย่งหนานทำอาหารก็คือแม่โรส เธอคงต้องโดนเพื่อนรักพูดล้ออย่างแน่นอน แต่คนคิดไม่ไวเท่าคนพูด เมื่อเหวินฉีรีบบอกพิมพ์อรว่าคุณครูสอนทำอาหารของหย่งหนานเป็นใคร พอพิมพ์อรได้ยินเท่านั้นก็ตาลุกวาว สองมือของเธอจับแก้มของตัวเองไว้ด้วยความตื่นเต้นปนความอิจฉาและบอกกับหย่งหนานว่าเขาช่างร้ายกาจนัก ถึงขนาดให้ว่าที่แม่ยายสอนทำอาหารแล้วจึงหันมามองหน้ารัญชิดา ทำให้หญิงสาวหน้าแดงจัดด้วยความเขินอาย พิมพ์อรรู้ว่าเพื่อนรักเขินก็ยิ่งชอบใจใหญ่แต่เธอก็มีความสุข เพราะอย่างน้อยก็ได้รู้ว่าการเริ่มต้นระหว่างหย่งหนานกับรัญชิดากำลังไปได้ดี อย่างน้อยๆชายหนุ่มก็คงเข้ากับครอบครัวของรัญชิดาได้อย่างไม่มีปัญหา และยิ่งเธอได้ยินเพื่อนรักพูดถึงธีรกานต์ที่ดูไม่มีอคติกับหย่งหนาน เธอก็หมดห่วงและหวังลึกๆว่าในไม่ช้าเธอคงต้องเตรียมไปตัดชุดเป็นเพื่อนเจ้าสาวแล้วแน่ๆ พิมพ์อรยิ้มแก้มแทบปริเมื่อหันไปมองเพื่อนรักที่กำลังหน้าแดงอีกครั้งอย่างมีความสุข

ทั้งสี่คนนั่งกินอาหารและพูดคุยกันอย่างออกรส ทั้งรัญชิดาและพิมพ์อรดูจะถูกใจอาหารไทยที่หย่งหนานกับเหวินฉีจัดมาให้เป็นพิเศษ จนเวลาล่วงเลยเกือบจะสี่ทุ่ม ทั้งรัญชิดาและพิมพ์อรจึงได้ขอตัวกลับขึ้นไปพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้พวกเธอมีโปรแกรมที่ต้องพาลูกทัวร์ข้ามไปฝั่งฮ่องกงแต่เช้า ทั้งหย่งหนานเหวินฉีจึงได้ขึ้นไปส่งพวกเธอทั้งสองคนด้วยตัวเอง จากนั้นพวกเขาจึงได้กลับบ้านไปพักผ่อนเช่นกัน

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sat Nov 24, 2012 7:16 pm

“จินหู่ ดึกแล้วยังไม่นอนอีกหรอลูก” คุณนายเผิงหรือแม่ของเผิงจินหู่เดินถือถ้วยน้ำโสมเข้ามาหาลูกชายที่กำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้อง คิ้วของเขาขมวดติดกันแน่นจนแม่เดินมาจนถึงที่โต๊ะแล้ว จินหู่ก็ยังไม่ยอมละสายตามาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

“ดื่มน้ำโสมก่อนนะ กำลังอุ่นๆเลยเดี๋ยวค่อยทำงานต่อ” น้ำเสียงที่อ่อนโยนของแม่ทำให้เขาละจากการทำงานแล้วยิ้มบางๆให้พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม

“ขอผมทำอีกนิดนะครับ” จินหู่บอกกับมารดาหลังจากเขาจิบน้ำโสมของท่านแล้วจึงกลับไปทำงานต่อ ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ผ่านมาที่จินหู่ทำงานอย่างหนัก เพื่อจะทำให้โรงแรมและคาสิโนของสกุลเผิงติดหนึ่งในห้าโรงแรมที่ดีที่สุดของมาเก๊าให้ได้ แต่มันก็ดูจะเป็นเรื่องยาก ถึงตอนนี้คู่แข่งอย่างสกุลเถียนกำลังอยู่ในช่วงกอบกู้ชื่อเสียง แต่ก็นับได้ว่ายังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวเพราะเมื่อดูจากผลประกอบการแล้ว ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นไปกว่าเดิมซักเท่าไหร่ จึงทำให้สองเดือนมานี้ที่ชายหนุ่มต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ถึงจะมีเกาเจี้ยนคอยช่วย แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะดึงลูกค้ามาเพิ่มจนเป็นที่น่าพอใจ คิ้วทั้งสองข้างที่ยังขมวดกันแน่นทำให้แม่ของชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงกลัดกลุ้มของลูกชาย

“แม่ว่าลูกควรจะหาเวลาพักผ่อนบ้างนะ อย่าไปเครียดกับงานมากนัก มันจะเสียสุขภาพ เพราะถึงโรงแรมของเราจะเป็นที่หนึ่งไม่ได้ แต่แค่ติดหนึ่งในสิบ แค่นี้พ่อกับแม่ก็ภูมิใจในตัวลูกแล้วนะ” คุณนายเผิงแตะที่หัวไหล่ลูกชายเบาๆอย่างให้กำลังใจ แต่จินหู่ไม่ได้คิดแบบนั้น

“ไม่ได้หรอกครับ อย่างน้อยในบรรดาคู่แข่งทั้งหมด ผมต้องชนะสกุลเถียน” จินหู่พูดอย่างมาดมั่น เพราะนี่คือความตั้งใจของเขาตั้งแต่แรกแล้ว จนเมื่อสองเดือนก่อนที่เขาถูกเถ้าแก่เถียนอบรมสั่งสอนจึงยิ่งทำให้เรามีแรงฮึดที่จะเอาชนะเถียนหย่งหนานให้ได้ และคราวนี้เขาจะต้องชนะด้วยวิธีที่ขาวสะอาดด้วย คุณนายเผิงเห็นความตั้งใจจริงของลูกชายจึงได้แต่เป็นกำลังใจให้และพูดย้ำอีกครั้งไม่ให้ลูกชายโหมทำงานจนลืมเวลาพักผ่อน ซึ่งเขาก็รับปากที่จะทำตามคำขอของแม่ เพื่อให้ท่านไม่ต้องเป็นห่วง


---------------------------------------------

ที่ร้านอาหารบ้านไทยตอนนี้มีพนักงานใหม่มาทำงานที่ร้านสองคนแทนพนักงานที่เพิ่งลาออกไป พวกเขามาทำงานที่นี่ได้เกือบสองอาทิตย์แล้ว ถึงตอนแรกจะดูหยิบจับอะไรไม่ค่อยคล่องแคล่วแถมบางครั้งยังวางมาดเคร่งขรึม ใบหน้าไม่ค่อยรับแขก แต่พอฝึกไปหลายๆวัน พวกเขาก็สามารถทำงานได้ดีไม่แตกต่างจากพนักงานคนอื่น แถมยังมีข้อดีอีกอย่างตรงที่มีพวกเขาอยู่ จึงทำให้ไม่มีมาเฟียมารีดไถ่เก็บค่าคุ้มครองอีกด้วย จนทำให้พ่อดลกับแม่โรสทำการค้าได้อย่างสบายใจ

“ฉันว่าลูกเรามีแฟนเป็นมาเฟียก็ดีเหมือนกันนะคุณ ได้คนมาช่วยทำงานโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างแล้วยังช่วยให้ไม่มีพวกที่ชอบรีดไถ่มาวุ่นวายแถวนี้ด้วย” พ่อดลพูดชมหย่งหนานที่ส่งลูกน้องสองคนมาช่วยทำงานแทนพนักงานที่ลาออกไป

“ใช่..ฉันก็ว่าดีเหมือนกัน แสดงว่าชื่อเสียงของสกุลเถียนก็ใช้ได้เชียวนะ ทำให้พวกนั้นหายหัวไปได้ แถมหย่งหนานก็เป็นเด็กดี เข้าตามตรอกออกตามประตู แล้วนี่ยังนัดกับฉันว่าวันหยุดหน้าจะมาเรียนทำอาหารด้วยอีก น่ารักจริงๆ” แม่โรสพูดชมหย่งหนานด้วยรอยยิ้มอีกคน ดูเหมือนว่าพวกท่านจะชื่นชอบชายหนุ่มคนนี้เป็นพิเศษ “แต่คุณอย่าไปพูดชมหย่งหนานต่อหน้ายัยกานต์เชียวนะ ไม่งั้นจะเป็นเรื่อง” แม่โรสนึกขึ้นมาได้แล้วรีบบอกสามีไม่ให้เผลอหลุดปากชมหย่งหนานออกไป

“ฉันรู้แล้ว คุณก็อย่าเผลอเชียว จริงๆฉันก็สงสารลูกนะ ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะทำใจได้ ทั้งที่เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว” พ่อดลพูดพลางถอนหายใจเมื่อนึกถึงเรื่องราวเมื่อห้าปีก่อน

“เวลาเท่านั้นค่ะคุณ” แม่โรสพูดพลางถอนหายใจแล้วสายตาของท่านก็เห็นแขกที่คุ้นหน้าคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาในร้าน จึงชี้มือให้พ่อดลดู จากนั้นแขกที่คุ้นหน้าก็เดินตรงเข้ามายกมือไหว้และกล่าวสวัสดีทั้งสองท่านด้วยภาษาไทยที่ชัดเจน

“เดี๋ยวนี้พูดชัดขึ้นนะ แสดงว่าลูกเราสอนมาดี” พ่อดลแอบกระซิบบอกภรรยาด้วยรอยยิ้ม ทำให้คนที่ถูกพูดถึงมองด้วยความสงสัย จากนั้นเขาจึงละสายตาจากทั้งสองท่านเพื่อไปมองหญิงสาวที่เดินเข้ามาหา พร้อมทั้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“คุณลุงคุณป้า วันนี้ผมขออนุญาตพาดาไปเล่นเทนนิสด้วยกันนะครับ” ชายหนุ่มขออนุญาตกับพ่อแม่ของหญิงสาว ซึ่งพวกท่านเพียงพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม เพราะรัญชิดาได้บอกไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้หย่งหนานจะพาเธอออกไปข้างนอก เมื่อบอกผู้ใหญ่ทั้งสองแล้ว ทั้งเขาและเธอจึงได้ออกไปพร้อมกัน จนกระทั่งทั้งสองคนเดินพ้นประตูไปแล้ว ธีรกานต์ที่นั่งทำงานอยู่หลังเคาเตอร์จึงได้เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย ไม่มีแม้รอยยิ้มเหมือนเดิม


-----------------------------------------------

ที่สนามเทนนิส..หย่งหนานสวมเสื้อยืดคอปกสีเขียวอ่อนและกางเกงกีฬาขาสั้นสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาวกับรัญชิดาที่สวมเสื้อยืดคอปกสีชมพูอ่อนและกางเกงกีฬาขาสั้นสีขาว รองเท้าผ้าใบสีชมพูเข้ม กำลังเดินเข้ามาในสนามที่หย่งหนานจองไว้สองชั่วโมง ไหล่ข้างหนึ่งของเขาสะพายกระเป๋าเทนนิสสีแดง ส่วนมืออีกข้างก็ถือกระเป๋าแบบเดียวกัน หลังจากที่นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยกลับกันไปแล้ว ชายหนุ่มจึงถือโอกาสนัดหญิงสาวออกมาในระหว่างที่เธอมีวันหยุดเพื่อมาเล่นเทนนิสเป็นเพื่อนเขา ซึ่งรัญชิดาบอกกับหย่งหนานว่าเธอเล่นไม่เป็นแต่เขาก็ยินดีที่จะเป็นครูสอนให้ ดังนั้นเมื่อเข้ามาในสนามแล้ว นอกจากเขาและเธอยังมีเครื่องเสิร์ฟลูกเทนนิสอัตโนมัติวางอยู่อีกหนึ่งเครื่อง

หย่งหนานจูงมือรัญชิดามาที่กลางสนามแล้วเริ่มต้นสอนเธออย่างแรกคือการจับไม้เทนนิสที่ถูกต้อง โดยเขาทำให้ดูเป็นตัวอย่างก่อน แล้วถึงค่อยฝึกตีกลางอากาศ รัญชิดาตั้งใจฟังหย่งหนานที่กำลังสอนเธอแล้วถึงค่อยทำตามชายหนุ่ม แต่ด้วยท่าทางเก้ๆกังๆของเธอ ทำให้หย่งหนานอมยิ้มแล้วจึงเดินอ้อมไปข้างหลังของเธอและยื่นมือมาข้างหน้าเพื่อช่วยจับมือของรัญชิดาไว้

“คุณต้องจับแบบนี้ แล้วก็อย่าเกร็งด้วยนะ” เขากระซิบบอกเธอข้างๆหู จนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ในขณะที่รัญชิดาก็ทำตามอย่างว่าง่าย แก้มขาวนวลของเธอทำให้หย่งหนานแอบชำเลืองอยู่บ่อยครั้งและต้องพยายามหักห้ามความต้องการที่มาจากหัวใจของตัวเอง จนเมื่อเขาสอนเธอหัดเดาะลูกเทนนิสกับพื้นสนาม แววตาของเธอดูตั้งใจและมีสมาธิไปกับลูกเทนนิสที่กำลังกระดอนจากพื้นขึ้นมา แม้จะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า แต่เธอก็ยังมีรอยยิ้ม หย่งหนานเห็นแบบนั้นจึงเดินไปหยิบขวดน้ำดื่มและผ้าขนหนูมาให้เธอ

“ดื่มน้ำก่อนนะดา” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มพร้อมทั้งยื่นขวดน้ำดื่มให้ เมื่อเธอดื่มน้ำแล้ว เขาจึงส่งผ้าขนหนูให้เธอซับเหงื่อ หลังจากนั้นหย่งหนานจึงทำหน้าที่เป็นครูสอนเทนนิสให้กับรัญชิดาต่อ ซึ่งบทเรียนต่อไปคือให้เธอหัดรับลูกเสิร์ฟ โดยหย่งหนานจะเป็นคนเสิร์ฟให้กับเธอ ก่อนที่จะให้เธอไปหัดกับเครื่องเสิร์ฟลูกอัตโนมัติ ถึงแม้รัญชิดาจะได้ทฤษฏีแล้ว แต่พอถึงคราวปฏิบัติจริงกลับไม่ค่อยได้เรื่อง สีหน้าและแววตาของเธอดูจะผิดหวังและบ่นที่ตัวเองไม่เอาไหนที่หย่งหนานเสียเวลาสอนเธอมาครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เธอก็ยังทำไม่ได้

“ฉันเป็นลูกศิษย์ที่ไม่เอาไหนจริงๆ ฉันขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องมาเสียเวลา” คำพูดของเธอทำให้หย่งหนานยิ้มแล้วจึงเดินเข้ามาหา

“ไม่ใช่ลูกศิษย์ไม่เอาไหน แต่เป็นครูที่ไม่เอาไหนต่างหาก ที่มัวแต่ไม่มีสมาธิสอนลูกศิษย์”

“ยังไงคะ ฉันไม่เข้าใจ” รัญชิดาถามด้วยแววตาใสซื่อ หากแต่แววตาที่อ่อนโยนของหย่งหนานกลับสื่อความหมายบางอย่าง

“ผมไม่บอกคุณหรอก ขืนบอกคุณ คุณก็ว่าผมสิ” หย่งหนานยิ้มที่มุมปากแล้วจึงไปยืนข้างหลังหญิงสาวเพื่อสอนให้เธอจับไม้เทนนิสที่ถูกต้องและท่าที่ต้องใช้ในการรับลูกเสิร์ฟ แต่เมื่อรัญชิดาหันหน้าไปตามจังหวะของการเหวี่ยงแขนที่จับไม้เทนนิส หย่งหนานก็ไม่อาจห้ามความต้องการของหัวใจได้อีกแล้วเมื่อเขาแตะริมฝีปากไปที่แก้มของเธอที่ทำให้รัญชิดาสะดุ้งและแก้มขาวนวลของหญิงสาวก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูทันที

“วินเซ็นต์..ทำไมคุณถึงทำแบบนี้คะ” เธอแกล้งพูดเสียงดุเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย

“ก็คุณอยากน่ารักเสียจนทำให้ผมอดใจไม่ไหวเองนี่นา เมื่อกี้ผมก็บอกคุณอยู่ว่าผมไม่มีสมาธิสอนคุณ ทีนี้คุณรู้หรือยังว่าทำไม” หย่งหยางพูดพลางโอบรอบเอวของรัญชิดาและดึงร่างของเธอเข้าหาตัว “ขอผม..หอมแก้มคุณอีกข้างนึงนะ” ชายหนุ่มกระซิบเบาๆที่ข้างหู ทำให้รัญชิดาหน้าร้อนผ่าว

“ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวมีคนมาเห็น” สิ้นเสียงพูดห้ามปรามของรัญชิดา หย่งหนานก็หอมแก้มของเธออีกข้างโดยที่ไม่ได้รอให้เธออนุญาต ทำให้หญิงสาวที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของเขาเหมือนเทียนไขที่ใกล้จะหลอมละลายในไม่ช้า

“แต่เมื่อกี้ผมมั่นใจว่าไม่มีคนมาเห็นแน่ๆ ดาอย่าว่าผมนะ” หย่งหนานพูดเสียงอ้อน เพราะสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นถึงแม้จะเรียกว่าเป็นการฉวยโอกาส แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่เรียกร้องมาจากหัวใจของเขาโดยที่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้หลงรักเธอมากมายขนาดนี้ รัญชิดาอมยิ้มน้อยๆ และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา หากแต่ได้ยินกันเพียงสองคน

“ฉันไม่ว่าคุณก็ได้ แต่คุณปล่อยฉันก่อนนะคะ ฉันเขิน” รัญชิดาบอกชายหนุ่มด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ ท่าทางที่เขินอายจนน่ารักของเธอ ทำให้หย่งหนานต้องขโมยหอมแก้มของเธออีกครั้งอย่างห้ามใจไม่ได้และตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างชอบใจเมื่อรัญชิดาทำหน้างอนใส่เขาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายของเธอ แต่เมื่อรัญชิดาเห็นหย่งหนานหัวเราะ เธอยิ่งเขินกว่าเดิมจึงทำทีเป็นซ้อมเล่นเทนนิสตามที่หย่งหนานสอนไปเมื่อครู่นี้ แต่ทว่าไม่ใช่การรับลูกเสิร์ฟ แต่เป็นการเสิร์ฟลูกให้ฝ่ายตรงข้าม หญิงสาวหยิบลูกเทนนิสออกมาแล้วเอี่ยวตัวไปด้านหลังเพื่อช่วยส่งแรงไปที่แขนในการเสิร์ฟลูก แต่เพราะเธอกำลังเขินอายสายตาของหย่งหนานที่กำลังมองอยู่จึงทำให้เธอเสียจังหวะจนหงายหลังและร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่หย่งหนานที่คอยมองเธออยู่แล้วจึงได้รีบเข้าไปประคองเธอไว้ได้ทัน ในช่วงวินาทีนั้นที่หย่งหนานโอบรอบเอวของเธอไว้ แววตาของทั้งสองกลับมีเงาร่างของกันและกันสะท้อนอยู่ และแทบเป็นเวลาเดียวกันที่ทั้งสองคนได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ ทำให้รัญชิดาต้องรีบถอยห่างออกมาจากหย่งหนานแล้วมองไปทางต้นเสียง ถึงได้เห็นนักข่าวสองคนที่แอบซุ่มอยู่ใกล้ๆ แต่เหมือนว่าหย่งหนานจะไม่ได้สนใจนักเมื่อเขาเดินเข้าไปหาหญิงสาว

“พวกเขาคงอยากเขียนข่าวผมกับดา คงไม่มีอะไรเสียหายหรอก ผมว่า..เราไปเล่นเทนนิสกันต่อดีกว่า” ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวเอาไว้แต่ชำเลืองสายตาไปมองนักข่าวที่รีบหลบแทบไม่ทัน

“แต่ฉันไม่มีอะไรให้น่าเขียนถึงซักหน่อย ทำไมต้องสนใจฉันด้วยล่ะคะ แต่ถ้าเป็นคุณก็ว่าไปอย่าง” รัญชิดาขยับเข้าไปถามหย่งหนานใกล้ๆ ท่าทางของเธอดูไม่ค่อยเคยชินกับการเป็นข่าวบนหน้านิตยสาร ทำให้หย่งหนานยิ้มเล็กน้อยและกุมมือของเธอไว้แน่นขึ้น คล้ายจงใจให้นักข่าวได้ภาพนี้

“ทำไมจะไม่น่าสนใจ ก็คุณเป็นแฟนของผมนี่นา มีใครบ้างที่ไม่อยากรู้จักแฟนของเถียนหย่งหนาน” ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจพร้อมทั้งดึงตัวของรัญชิดาให้มาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้งและก็ทำให้ทั้งสองคนได้ยินเสียงกดชัตเตอร์ของนักข่าว เพียงแต่คราวนี้รัญชิดาไม่ได้ตกใจเหมือนครั้งแรก แต่เธอแค่รู้สึกเขินในคำพูดของชายหนุ่มเท่านั้น

“คุณนี่จริงๆเลยนะ ฉันยังไม่เคยพูดซักหน่อยว่าฉันเป็นแฟนคุณ ชอบโมเมอยู่เรื่อย” รัญชิดาผลักหย่งหนานออกห่างแล้วรีบเดินหนี ทำให้ชายหนุ่มต้องรีบตามไปเดินเคียงข้าง

“ผมไม่ได้โมเมนะ เพราะถึงคุณไม่พูดผมก็รู้ว่าคุณยอมรับ จะมีใครบ้างที่อดใจไหวไม่หลงรักผมที่ทั้งน่ารักแล้วก็แสนดีแบบนี้ ดาคิดดูดีๆนะ ผมจะให้โอกาสคุณตัดสินใจอีกครั้งว่าจะยอมเป็นแฟนกับผมรึเปล่า เพราะถ้าตัดสินใจช้ามีคนอื่นแย่งผมไปจากคุณไม่รู้ด้วยนะ” หย่งหนานจับมือของหญิงสาวขึ้นมาและแตะริมฝีปากไปที่หลังมือของเธออย่างแผ่วเบา

“จนป่านนี้แล้วยังต้องให้ฉันพูดอีกหรอคะ” หญิงสาวบิดข้อมือเล็กน้อยเพื่อให้หลุดจากมือหนาของเขาที่กุมมือของเธอไว้ที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

“ว่าแต่..คุณจะไม่สอนฉันเล่นเทนนิสแล้วหรอคะ ถ้าคุณไม่สอนฉันต่อ แล้วมีคนอื่นมาแย่งคุณสอน ฉันไม่รู้ด้วยนะ” รัญชิดาหัวเราะคิกคักแล้วเดินกลับไปที่กลางสนาม คำพูดของเธอทำให้หย่งหนานทำหน้าไม่ถูกที่โดนเธอย้อนคำพูดของเขาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว พอนึกขึ้นมาได้ว่าถูกหญิงสาวย้อนคำเข้าให้แล้ว เขาจึงรีบวิ่งกลับไปสอนเธอเล่นเทนนิส เพราะหย่งหนานคงยอมไม่ได้ที่จะให้คนอื่นมาแย่งหน้าที่ของเขาที่ต้องเป็นทั้งคนรักและครูสอนเทนนิสของเธอ

ภายในเวลาสองชั่วโมงที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว หย่งหนานสอนรัญชิดาเล่นเทนนิสจนเธอสามารถตีโต้กับเขาได้ จนทำให้เขาเห็นรอยยิ้มของเธอ รอยยิ้มที่เขาหลงรัก รอยยิ้มที่เขาหวงแหน “ผมจะทำให้คุณมีแต่รอยยิ้มแบบนี้ทุกวัน” ชายหนุ่มพูดขึ้นมาเบาๆเมื่อเฝ้ามองรอยยิ้มของเธอดั่งเหมือนเป็นคำสัญญา

-----------------------------------------------

โปรดติดตามตอนต่อไป

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
chuengngee
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ


จำนวนข้อความ : 55
: 39
Registration date : 13/12/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา   Sun Nov 25, 2012 4:50 pm

ถ้าให้เดา นู๋กานต์ต้องมีความหลังอะไรสักอย่างกับมาเฟีย อย่างเช่น แฟนเก่าถูกมาเฟียฆ่าถึงได้เกลียดมาเฟียนัก

ส่วนนู๋ดาตอนนี้ก็มดขึ้นไปแระนะ ทุกฝ่ายสมยอมขนาดนี้หวังว่าจะไม่มีอุปสรรคแล้วนะ นอกจากแอนนี่จะมาขอคืนดีน่ะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
Godfather The Series : มาเฟียหลงเงา
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 3 จาก 4ไปที่หน้า : Previous  1, 2, 3, 4  Next

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Welcome To Charlianz world :: Fiction & Recreation :: Fiction & Recreation-
ไปที่: