Welcome to Charlian Thai fans
 
บ้านสมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share | 
 

 The Swordsman of Devil

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ไปที่หน้า : Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 9, 10, 11  Next
ผู้ตั้งข้อความ
lingu
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6491
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 9:51 am

มามิ ฉากนี้พี่ลู่ฟงดูโรคจิตจริงๆค่ะ แบบว่ารักมากจนสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาชนะให้ได้ ตอนจับน้องเซียงแล้วพร่ำเพ้อ โอ้ว จินตนาการออกเลยล่ะ Laughing แต่ก็เห็นด้วยกะน้องมลนะคะ ถ้าพี่ลู่ฟงสติแตกจริงๆ คงไม่สามารถยั้งใจไม่ทำลายอี้เซียงได้อีก แต่อันนี้ยังยั้งใจได้อยู่ Smile

น้องมล พี่เชื่อว่าหลังออกจากคุกมา พี่หลงต้องปฐมพยาบาลให้น้องหลานแน่ๆ ค่ะ ป่านนี้นิ้วบวมโป่งไปถึงไหนแล้ว Crying or Very sad

ภาพปลากรอบค่ะ king






_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=linguniang&group=3]Chil
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 10:25 am

พี่หลิน..จริงๆพี่ลี่หูขี้หึงนะค่ะ ก็ตั้งแต่ต้นพี่เค้าก็หึงน้องเซียงมาตลอด ยังจำได้เปล่าที่เกือบจะได้หุงข้าวเพราะแรงหึงนี่ล่ะค่ะ แต่น้องเซียงชิงเป็นลมไปก่อนไงค่ะ ฉากนั้นพี่ลี่หูแกหึงสุดๆเลยค่ะ ฉากที่พี่ลี่หูไปเห็นพี่ลู่ฟงกอดจูบน้องเซียงที่ในสวน แล้วพี่ลี่หูก็ไปลากน้องเซียงมาจูบสั่งสอนแล้วก็ประทับตราจองไว้เรียบร้อยที่ต้นคออ่ะค่ะ แล้วต่อๆมาก็มักจะหลุดมาดเพราะความหึงนี่แหละ เพราะงั้นด้วยสถานการณ์แบบนี้แม้จะต้องเล่นละครตบตาคนอื่นอยู่ แต่พอพี่หลงมาแสดงความห่วงใยน้องเซียง (ซึ่งตอนนี้เป็นภรรยาของพี่หูไปแล้ว) พี่เค้าเลยอดไม่ได้ที่หน้ามืดหึงพี่หลงไปด้วยค่ะ อิอิ

สำหรับพี่ลู่ฟง..จริงๆก็ตั้งใจเขียนให้ออกประมาณโรคจิตไปแล้วค่ะ คือแบบว่ารักมากจนขาดสติไปแล้ว สามารถทำได้ทุกอย่าง ถึงไม่ได้ใจ ขอแค่ให้ได้กายก็ยังดี แต่พี่ลู่ฟงจะใจอ่อนทุกครั้งเวลาเห็นน้องเซียงร้องไห้ นั่นเป็นเพราะเค้ารักจึงได้เกิดความสงสาร ความโกรธที่มีอยู่ก็หายไปหมด ไม่อย่างงั้นน้องเซียงไม่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้หรอกค่ะ แต่ว่า..พี่ลู่ฟงยังรักแรงต่อไป น้องเซียงงานเข้าแน่ๆถ้าพี่ลี่หูมาช่วยไม่ทันค่ะ

ฉากที่พี่หลินจิ้นต่อไปว่าอยากให้มีใบไม้หล่นเข้ามาในห้องขังของพี่หลง แล้วพี่หลงก็เป่าเพลงใบไม้ให้น้องหลานฟัง เป็นไอเดียที่ดีมากๆเลยค่ะ เดี๋ยวทับทิมรีไรท์ก่อนนะค่ะ จะเพิ่มฉากนี้เข้าไป โรแมนติคดีค่ะ ชอบๆ ตอนแรกที่คิดไว้นะค่ะ จะให้น้องหลานโดนโบยด้วยซ้ำ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ ไม่ได้โดนจริงๆหรอก พี่ลี่หูจะมาห้ามไว้ก่อน แล้วพี่ลี่หูจะเสนอให้ใช้เครื่องรัดนิ้วแทน แต่พอพิมพ์จริงๆตัดตรงนี้ไปให้มาใช้เครื่องรัดนิ้วเลยค่ะ แต่แค่นี้น้องหลานก็เจ็บเยอะแล้ว ถึงพี่ลี่หูจะพยายามยั้งมือไว้ก็ตาม นี่ถ้าให้ขุนพลเจิ้นเป็นคนทรมานน้องหลาน รับรองว่าน้องหลานนิ้วหักหมด 10 นิ้วแน่ๆ ตาแก่คนนี้โหดมากๆ เดี๋ยวจะยิ่งโหดขึ้นอีกเรื่อยๆค่ะ

ป.ล. ขอบคุณสำหรับภาพปลากรอบพี่หลงนะค่ะ


ทะเล..ขอบคุณสำหรับภาพปลากรอบค่ะ นี่ถ้าพี่ลู่ฟงยั้งใจไม่ทัน พี่ลี่หูต้องปวดใจอย่างแสนสาหัสแน่ๆ เมียของตัวเองกลับต้องถูกคนอื่นย่ำยี รันทดๆ แต่ ผกก. ไม่โหดขนาดนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวจะปลอบใจพี่ลี่หูให้มีความสุขกับน้องเซียงล่ะ แต่โปรดอย่ากะพริบตา เพราะความสุขไม่เคยอยู่กับพี่ลี่หูได้นาน


มามิ..นักดับเพลิงสุดหล่อมาช่วยดับไฟให้พี่ลู่ฟงได้ทันพอดีค่ะ ไม่งั้นน้องเซียงเสร็จแน่ๆ รับรองว่าไม่รอด เพราะยังไงน้องเซียงก็ถูกมัดอยู่หนีไม่ได้ แผลงฤทธิ์ก็ไม่ได้ เดี๋ยวได้หุงข้าวกันแน่ๆ แต่คุณนักดับเพลิงที่ทับทิมไปขอใช้บริการมารีบวิ่งมาดับเพลิงได้ทันพอดี ไม่งั้นแม่ยกคงได้เหงื่อไหลซิกๆแน่ค่ะ

อย่ามอง ผกก. ในแง่ดีเกินไปค่ะ ผกก. ตั้งใจเขียนให้ออกแนวโรคจิตไปแล้ว ไม่งั้นคงไม่พร่ำเพ้อขนาดนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่พี่ลู่ฟงยังพอมีสติเหลืออยู่เพราะน้ำตาของน้องเซียงค่ะ

มามิอย่าลืมความลับของเรา มีฉากนั้นแน่นอนค่ะ คาดว่าแม่ยกจะปวดใจ โหะๆๆ


น้องมล..พี่เข้าใจค่ะว่าเห็นน้องหลานเจ็บ แฟนคลับแม่ยกคงเจ็บตามไปด้วย เดี๋ยว ผกก. จะส่งตายายไปผจญภัยด้วยกัน แล้วระหว่างนั้นจะชดชเยให้ตาหลงคอยดูแลยายหลานเป็นอย่างดีนะค่ะ แต่ระวังพี่เจี้ยนจะแยกเขี้ยวใส่พี่หลงล่ะกัน ถึงตอนนั้นน้องมลเยี่ยต้องไปปรามๆพี่เจี้ยนไว้บ้างนะค่ะ อย่าให้ดุเกินไป คนเค้าจะหวานใส่กัน อย่ามาอิจฉา ถ้าอยากจะหวานมั่งก็ไปชวนน้องมลเยี่ยหม่ำขนมจีบด้วยกันนะค่ะ

ป.ล. ขีดระดับความหื่นของมลเยี่ยยังเสมอต้นเสมอปลาย เอาไว้ก่อนนะค่ะ อดทนไว้รอฉากหุงข้าวตอนพิเศษล่ะกันนะ

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 12:15 pm

โห . . ลู่ฟงเข้าข่ายจิตนิดๆ แบบที่หลินกุบอกจริงๆ นะเนี่ย ก็อี้เซียงกำลังท้องกำลังไส้ ใครเค้าลงมือกันแบบนี้ล่ะคะ รอให้คลอดลูกก่อนซี่พี่ลู่ฟงก็ แล้วอี้เซียงต้องนั่งรถม้าไปนอกเมืองตอนท้องแบบนี้ทรมานกันน่าดูเลย แต่ก็ยังดีกว่าให้ติดคุกตอนท้องเพราะว่าเป็นลางไม่ดีเลยค่ะ

ตากับยายแม้ตัวไกลแต่ใจผูกพัน แม้กระทั่งติดคุกก็ยังมีโหมดคิดถึงมองจันทร์ดวงเดียวกัน สวีทหวานแหววได้อีก

ว่าแต่ . . พี่ลี่หูเค้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะว่าอี้เซียงท้อง ก็ที่แต๋มทักไปคราวที่แล้วไงล่ะ ตอนที่อี้เซียงไปหาพี่ลี่หูที่บ้าน แล้วพี่ลี่หูยังแกล้งทำเป็นปฏิเสธน่ะค่ะ

แล้วพี่ลี่หูคะ ท่านจะช่วยหรือทรมานอี้หลานกันเนี่ย แค่โดนตบหน้าหรือถูกโบยน่ะไม่เจ็บเท่าไหร่หรอก แต่โดนรัดนิ้วนี่เจ็บปวดสุดๆ เลยนะ แถมถึงขั้นห้อเลือดอีกต่างหาก แล้วงานนี้จะให้อี้หลานหยิบตะเกียบกินข้าวได้ยังไงล่ะเนี่ย นิ้วมือน่ะสำคัญมากนะ ถ้าหักไปถึงจะต่อก็ใช่ว่านิ้วจะใช้งานได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม ฮึ่ม . . พี่ลี่หู ขอตีทีเหอะนะ

แล้วงานนี้ขุนพลเจิ้นต้องโดนมนต์ดำค่ะ เอาให้ผีพี่เทียนเซิ่นมาหลอกมาหลอนทุกคืนเลยคอยดู


ปล. ปกติเวลาอ่านเจอคำผิดก็จะสะดุด แต่พออ่านจบก็ลืมทุกทีเลยไม่ได้ทัก

ให้มลคอยเป็นแผนกพิสูจน์อักษรให้กับผู้แต่งทุกคน

แต่ตรงจุดนึงที่พี่สะดุดทุกครั้งค่ะเวลาอ่าน ก็คือการใช้คำว่า “นะคะ / ค่ะ”

อันนี้เคยเอาบทความมาให้อ่านกันทีแล้วเรื่องหลักการใช้ แรกๆ เลยไม่ได้ทักอะไร

แต่ว่าอ่านมาหลายเดือนก็ยังเห็นทับทิมใช้ไม่ถูก ประกอบกับจะนำฟิคไปเสนอ สนพ

พี่เลยคิดว่าน่าจะปรับให้ถูกนะคะ เพื่อที่เยาวชนที่ซื้อหนังสือไปอ่านจะได้ไม่จำแบบผิดๆ

เพราะบางที สนพ เค้าก็ไม่ได้พิสูจน์ละเอียดเหมือนกัน


พี่ก็ไม่แม่นหลักภาษาไทยหรอกนะ อธิบายพวกอักษรสูง-ต่ำ การผันวรรณยุกต์ไม่เป็น

แต่จำเป็นหลักว่าเวลาใช้กับรูปประโยคจะเป็นแบบนี้

1. ประโยคคำถาม (เสียงลงท้ายจะสูง คำที่ใช้ก็คือ “คะ” ไม่มีไม้เอก)

- อาเส่จะมาเมืองไทยไหมคะ ?

- เฮียเคไปไหนมาคะ ?

- พี่ชายจางจะกินอะไรดีคะ ? /

- ฟงพูดว่าอะไรนะคะ ? (อันนี้ไม่มีไม้เอก ท่องไว้ “นะคะ / นะคะ / นะคะ ไม่ใช่ นะค่ะ)

- จะทำยังไงดีคะ ?

- ทำไมไม่กินข้าวล่ะคะ ?

- เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย ?


2. ประโยคบอกเล่า / ปฏิเสธ (เสียงลงท้ายจะต่ำ คำที่ใช้ก็คือ “ค่ะ” มีไม้เอก)

- ขอบคุณค่ะ

- ไม่มีขนมแล้วล่ะค่ะ

- วันนี้ได้เจออาเส่ด้วยค่ะ (อันนี้เค้าเรียกประโยคที่อยากให้เป็นจริง)

- ดรีมทีมของเรา สวย-หล่อ มากค่ะ

- ไม่ต้องหรอกค่ะ

- ไม่กินแล้วค่ะ

- ไม่ได้หรอกค่ะ

- ไม่เป็นไรค่ะ


3. ประโยคที่เป็นคำสั่ง

(คำที่เสียงลงท้ายสูง คำที่ใช้ก็คือ “คะ” ไม่มีไม้เอก / คำที่เสียงลงท้ายต่ำ คำที่ใช้ก็คือ “ค่ะ” มีไม้เอก )

- อย่าทำแบบนี้ซี่คะ

- ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ

- ออกมาเดี๋ยวนี้นะคะ / ออกมาเดี๋ยวนี้ค่ะ

- ยืนขึ้นค่ะ

- ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านด้วยค่ะ


4. ประโยคเชิงขอร้อง

(คำที่เสียงลงท้ายสูง คำที่ใช้ก็คือ “คะ” ไม่มีไม้เอก / คำที่เสียงลงท้ายต่ำ คำที่ใช้ก็คือ “ค่ะ” มีไม้เอก )

- ช่วยหน่อยนะคะ

- ช่วยทีเถอะค่ะ

- อาเส่มาหาแฟนคลับที่เมืองไทยเถอะนะคะ

- ดรีมทีมทุกคนมาเมืองไทยเถอะค่ะ


(ถ้ามีใครเห็นว่าที่อธิบายมานี้มีจุดที่ผิด ช่วยทักด้วยนะคะ จะได้จำที่ถูกต้องค่ะ)

_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 12:18 pm




_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 1:19 pm

ผู้น้อยขอคารวะและขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับคำชี้แนะของพี่ท่านด้วยใจจริงค่ะ

ไม่ได้มีคำแค่ที่พี่โย่วแนะนำมานะค่ะที่ชอบผิด แต่มักจะลืมอยู่บ่อยๆคือ กะพริบตา เป็น กระพริบตา แดงก่ำ เป็น แดงกร่ำ ส่วนคำว่า "คะ" กับ "ค่ะ" นี่สับสนประจำเลย ก็ตั้งใจว่าตอนที่รีไรท์จะแก้ไขให้หมด ไม่ให้หลุดรอดสายตาไปได้ ตอนนี้ติดต่อน้องมลไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ

แต่ก่อนอื่นต้องจำให้แม่นก่อน ประโยคบอกเล่ากับปฏิเสธ ใช้ "ค่ะ" นอกนั้นจะใช้ "คะ"

ตอนนี้น้องหลานนิ้วเจ็บจนไม่สามารถจับตะเกียบได้ มันจะเข้าทางพี่หลงพอดีค่ะ ที่จะต้องเป็นคนป้อนข้าว ป้อนน้ำให้น้องหลาน แต่ระหว่างที่ไม่มีพี่หลงมาดูแล เดี๋ยวพี่ลี่หูจะส่งยาไปให้ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง

ที่คราวที่แล้วแต๋มทักเรื่องที่พี่ลี่หูรู้เรื่องลูก จริงๆพี่เค้ายังไม่รู้ค่ะ เพราะตอนที่อี้เซียงไปหาที่บ้าน แต่ยืนรออยู่ข้างนอก พี่ลู่ฟงเป็นคนเข้าไปบอก แต่จริงๆคือไม่ได้บอก (บอกแต่ว่าไม่ให้มายุ่งกับอี้เซียงอีก ไม่งั้นจะแฉเรื่องที่ฆ่าพี่เทียนเซิ่นให้อี้เซียงรู้) พี่ลู่ฟงโกหกอี้เซียงว่าเค้าได้บอกพี่ลี่หูเรื่องลูกแล้ว แต่พี่ลี่หูไม่ยอมรับจึงทำให้อี้เซียงเสียใจ ทีนี้พอตอนที่แล้วที่ทับทิมเขียนแล้วแต๋มทัก เพราะทับทิมเขียนว่าอี้เซียงเข้าใจว่าพี่ลี่หูยังไม่รู้เรื่องลูก ก็เลยพยายามปกปิดไม่ให้พี่ลี่หูเห็นท้องของตัวเองที่เริ่มใหญ่ขึ้น (จริงๆตามบท อี้เซียงต้องไม่ปิดบัง เพราะอี้เซียงเข้าใจว่าพี่ลี่หูรู้แล้ว เพียงแต่เค้าไม่ยอมรับ) ทีนี้พอแต๋มทัก ทับทิมเลยรีบกลับไปเปลี่ยนเป็นอี้เซียงโกรธพี่ลี่หูที่มาว่านางอ้วน ทั้งที่เค้าก็รู้ว่านางท้องอยู่ก็ต้องดูอ้วนขึ้นอยู่แล้ว เหมือนไม่ยอมรับรู้เรื่องลูก เพราะงั้นตั้งแต่ต้นพี่ลี่หูไม่เคยรู้เรื่องที่อี้เซียงท้องเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งพี่หลงเป็นคนบอกค่ะ พี่ลี่หูก็เลยรู้สึกเสียใจที่เค้าไม่ได้รู้เรื่องนี้เป็นคนแรก ทั้งที่เค้าเป็นพ่อของลูก

ป.ล. ตอนที่ทับทิมพิมพ์ผิดเพราะลืมบท มีแต๋มอ่านเจอคนเดียว แล้วทับทิมก็รีบไปแก้ก่อนที่คนอื่นจะอ่านต่อจากนั้นค่ะ คือวันนั้นแต๋มมาเกาะขอบจอพอดี Laughing

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 1:47 pm

พอโพสตอบพี่โย่วเรื่องพี่ลี่หูไม่เคยรู้เรื่องลูกมาก่อน จนกระทั่งพี่หลงเป็นคนบอก ทับทิมเลยกลับไปอ่านตอนที่ 25 ที่มาที่ไปของการโกหกของพี่ลู่ฟง พอได้อ่านในฐานะของคนอ่านจริงๆ รู้สึกว่ามันเศร้ามากๆ มิน่าแม่ยกพี่ลู่ฟงถึงรู้สึกเจ็บกับฉากนี้จริงๆ

-----------------------------------
ฉากที่พูดถึงค่ะ

เมื่อไปถึงลู่ฟงบอกให้อี้เซียงรออยู่ฝั่งตรงข้ามของจวนโดยที่ตัวเขาจะเข้าไปตามลี่หูให้ออกมาพบกับอี้เซียงข้างนอก ลู่ฟงให้เหตุผลว่าถ้าทำแบบนี้จะสะดวกทั้งลี่หูและอี้เซียง เพราะเรื่องแบบนี้ให้คนรู้น้อยเท่าไหร่ก็จะดีที่สุด อี้เซียงยอมเชื่อลู่ฟงทุกอย่างจึงยืนรอลี่หูอยู่ข้างนอกด้วยใจที่คอยลุ้นอยู่ตลอดเวลาว่าลี่หูจะยอมออกมาพบนางหรือไม่ แล้วนางจะพูดกับเขาอย่างไรเรื่องลูก หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นจนมือที่กุมกันไว้แน่นเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ จนผ่านไปสักพักอี้เซียงจึงได้เห็นลู่ฟงเดินออกมาจากจวนขุนพลเจิ้น นางพยายามชะเง้อคอมมองหาลี่หู คาดคิดว่าเขาอาจจะเดินตามหลังลู่ฟงมาก็ได้ แต่จนกระทั่งลู่ฟงเดินมาถึงแล้ว นางก็ยังไม่เห็นลี่หูเดินตามออกมา
“พี่ลี่หูล่ะค่ะ เขาไม่ออกมาพร้อมท่านหรอค่ะ” น้ำเสียงของอี้เซียงในยามที่ถามลู่ฟงมิสู้ดีเท่าไหร่ นางกำลังพยายามปลอบใจว่าอีกเดี๋ยวลี่หูก็คงจะออกมาพบนางเป็นแน่ พอลู่ฟงที่ได้ฟังคำถามของหญิงสาวก็สีหน้าเคร่งเครียด อ้ำอึ้งไม่ยอมตอบคำถาม “พี่ลู่ฟงบอกข้ามาตามตรงเถอะค่ะ พี่ลี่หูไม่ยอมออกมาหาข้าใช่ไหมค่ะ” นางถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่นเครือ
“อี้เซียง..ข้าขอโทษ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้”
“ท่านหมายความว่าพี่ลี่หูไม่ยอมออกมาหาข้าหรอค่ะ” ลู่ฟงสบตาอี้เซียงแล้วจึงยื่นมือไปจับหัวไหล่ของนางไว้ ในขณะที่อี้เซียงก็มองหน้าของลู่ฟงอย่างที่กำลังรอคอยคำตอบ ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจและตอบคำถามของอี้เซียงด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน
“พี่ลี่หูใจร้ายกับเจ้ามาก ข้าบอกเขาว่าเจ้ามาหาเพราะมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย ขอให้เขาออกมาพบเจ้าสักครั้ง แต่เขาก็ไม่ยอม พี่ลี่หูบอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าได้สิ้นสุดลงแล้ว เขาไม่มีอะไรที่จะต้องมาพูดคุยกับเจ้าอีก ข้าพยายามเกลี่ยกล่อมอยู่หลายครั้งแต่พี่ลี่หูก็ยืนยันเหมือนเดิม ทำให้ข้าต้องบอกเขาไปตามตรงว่าเจ้ามาหาเขาเพราะเรื่องลูก ตอนแรกพี่ลี่หูก็ดูนิ่งไปทำให้ข้าหลงดีใจไปเพียงชั่วครู่ แต่แล้วคำตอบที่ได้รับจากเขาก็คือ..ก็คือ” ลู่ฟงหยุดคำด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก คล้ายไม่กล้าบอกในสิ่งที่จะทำให้อี้เซียงต้องเป็นทุกข์ แต่อี้เซียงที่ใคร่จะรู้ความจริงกลับบอกให้ลู่ฟงพูดออกมา ชายหนุ่มจึงถอนหายใจออกมายาวๆและหลับตานิ่งสักพักก่อนที่จะพูดต่อ “เขาไม่อาจยอมรับเด็กที่เกิดขึ้นมาจากความไม่ตั้งใจได้” เพียงอี้เซียงได้ยินคำว่า ‘ไม่ตั้งใจ’ เท่านั้น นางก็สะอื้นอยู่ในอก ลี่หูกล้าพูดคำนี้ออกมาได้เชียวหรือ เขากล้าพูดว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะมีความสัมพันธ์กับนางจนเกิดเด็กคนนี้ขึ้นมา นั่นย่อมแสดงว่าเป็นตัวนางที่ใจง่ายใช่ไหม
“เจ้าไม่เป็นไรนะ” ลู่ฟงถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นอี้เซียงก้มหน้าลง โดยที่เขาไม่อาจรู้เลยว่านางกำลังพยายามระงับความเสียใจที่เกิดขึ้น
“ข้าไม่เป็นไร” อี้เซียงเงยหน้าขึ้นมาตอบและพยายามฝืนยิ้มให้กับชายหนุ่ม “ข้านึกไว้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องพูดแบบนี้ ในเมื่อคนเขาหมดรักสิ้นเยื่อใยไปแล้ว จะให้มารับผิดชอบลูกที่เกิดกับหญิงใจง่ายเช่นข้าได้อย่างไร” อี้เซียงค่อยๆลูบหน้าท้องของนางช้าๆ ยิ้มรับความจริงทั้งน้ำตา

** ทับทิมรู้สึกเศร้าตั้งแต่ประโยคนี้ น่าสงสารพี่ลู่ฟง ยังไงเค้าก็รักอี้เซียงเสมอ **

“เรากลับกันเถอะค่ะ” นางบอกลู่ฟงพร้อมทั้งหันหลังเพื่อจะกลับบ้าน แต่เพียงก้าวขาออกไปได้ก้าวเดียว ร่างบอบบางของอี้เซียงก็ไม่อาจทรงตัวต่อไปได้ หัวใจของนางกำลังถูกทำร้ายอีกครั้งจนมิอาจยืนหยัดต่อไปได้อีกแล้ว เจ็บเหลือเกิน ความเจ็บปวดครานี้มันช่างหนักหนาจนเกินจะกล่าว ลู่ฟงที่เข้ามารับร่างของนางไว้ ใช้อกกว้างให้นางเป็นที่พักพิงยามที่หัวใจกำลังบอบช้ำ เสียงร่ำไห้ของนางสะท้อนเข้าไปในจิตใต้สำนึกของลู่ฟง สิ่งที่เขาได้ทำลงไปทั้งหมดมันถูกต้องแล้วหรือไม่ เพียงให้ได้นางผู้เป็นดวงใจกลับคืนมา ไยเขาถึงได้ทำร้ายนางถึงเพียงนี้ หรือนี่คือความเจ็บปวดที่นางควรจะได้รับเพื่อระบายความโกรธแค้นที่อยู่ในใจของเขามาโดยตลอด ลู่ฟงไม่ได้บอกลี่หูเรื่องลูก ไม่ได้บอกให้ลี่หูออกมาพบอี้เซียง คำพูดทั้งหมดเขาเพียงกุขึ้นมาเพื่อให้อี้เซียงตัดใจจากลี่หูให้ได้ ทั้งที่รู้ว่าผลสุดท้ายคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือผู้หญิงที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของเขาเวลานี้ เมื่อความรักที่ลู่ฟงมีให้อี้เซียงมาโดยตลอดเข้ามาแทนที่ความโกรธแค้นที่อยู่ในใจของเขาอีกครั้ง เสียงร่ำไห้ของนาง ทำให้เขาอยากปกป้องและดูแลนางไปตลอดชีวิต อยากชดเชยในสิ่งที่ขาดหาย อยากเข้าไปรักษาหัวใจของนาง ทั้งที่รู้ดีว่าเขาเป็นเพียงตัวแทนและอาจจะเป็นได้แค่เงาของลี่หูเท่านั้น

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
midori
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
ศิษย์ใหม่ชาเรี่ยน..เอ๊าะๆเฟรชๆ
avatar

จำนวนข้อความ : 51
: 40
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 6:53 pm

ทับทิมน่ารักเสมอ เข้าใจแม่ยก 555

อ่ะยอมก็ได้ค่ะพี่ลู่ฟ่งของเราหื่นโรคจิตไปแล้ว เข้าใจว่า

พี่ลู่ฟ่งคงจะมีอารมณ์แปปรวนไปตลอดทางแน่อี้เซียง

รักษาตัวรักษาใจดีๆ ด้วยค่ะ

-----------------------------

อ่ะนะ ความลับข้อนั้นมามิก็เตรียมรออยู่ล่ะ ทับทิม

คงต้องร้องเจ็บกระดองใจ โอ๊ยเจ็บกระดองใจไปแน่ๆ เลยค่ะ

------------------------------

โอโย่คำแนะนำถูกต้องแล้วค่ะ เรื่องเสียงลงท้ายมักเป็นปัญหาของคนเขียนเสมอ

แต่มีวิธีจำง่ายนั่นคือถ้าเราออกเสียงถูกต้องมันก็จะเขียนถูกต้อง แต่บางทีก็ลืมได้เหมือนกันค่ะ

เรื่องพิสูจน์อักษรพอจะบอกทีไรลืมทุกที มัวแต่อินกับตัวละครที่นึกไว้หายจ้อยไปเลย

อีกอยางเห็นน้องมลช่วยทำหน้าที่555 ทับทิม...มามิว่าถ้าเราเขียนเป็นลายมือเองคาดว่าจะสะกด

ผิดน้อยกว่าพิมพ์ล่ะ หนึ่งเพราะวิธีการพิมพ์ของมามิ อาศัยครูพักลักจำ ไมได้เรียนพิมพ์ดีดมาหรอกค่ะ

ถ้าคนเรียนมาโอกาสพิมพ์ผิดน้อย ของเราพิมพ์ใช้จิ้มสัมผัส เพียงแต่ทุกวันนี้ใช้อยเลยพิมพ์ได้เร็วเท่านั้นเอง
-----------------------------------------------------

อยากแคปภาพประกอบมากๆ แต่แผ่นตัวละครพี่ลู่ฟ่งมันเปิดกับคอมไม่ได้ ไม่งั้นจะแคปมาแล้วล่ะ ร่วมด้วยช่วยสร้างภาพ
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
O-yohyo
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6683
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 7:46 pm

พี่หลงจะป้อนข้าวอี้หลานไหวรึเปล่าเนี่ย ก็พี่หลงก็โดนซะอ่วมเหมือนกันนะ แต่ถ้าพี่หลงจะปฐมพยาบาล ไว้พี่จะกระซิบให้อี้หลานอ้อนให้เยอะๆ เลยค่ะ (นานๆ จะได้โอกาสสวีทกันจริงๆ จังๆ สักที)


เรื่องพี่ลี่หูรู้ / ไม่รู้ เรื่องลูกในท้องอี้เซียงตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ


สำหรับพี่ลู่ฟงอ่านมาถึงตอนนี้คิดว่าถ้าเค้ารักปักใจอี้เซียงขนาดนี้ หากตัดใจไม่ได้ก็ควรเป็นโสดนะคะ ไม่อย่างนั้นสงสารผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยา ถ้าสามียังมีใจให้กับอดีตหญิงที่ตนรักก็เหมือนตัวอยู่แต่ใจไม่อยู่ สงสารลูกด้วยค่ะ เพราะงั้นหากตัดใจไม่ได้อยู่เป็นโสดไปเลยเท่ห์ดี ให้พี่ลู่ฟงออกท่องยุทธภพช่วยแก้ไขคดีปริศนาต่างๆ ออกแนวจอมยุทธ์พเนจร มีสามสหายฮาเฮ ที่ว่าสามคนก็มีแม่นางหยูเยี่ยน แล้วก็น้องห้า สามพี่น้องท่องไปทั่วหล้า เท่ห์ไม่มีใครเกิน

แม่นางหยูตอนแรกก็อยากให้มีคู่ค่ะ แต่ก็มาแนวลู่ฟงคือรักปักใจ แล้วยิ่งผู้หญิงรักมั่นแบบนาง คิดว่าคงไม่อาจรักใครอื่นได้อีก (ข้อนี้ทำให้หยูเยี่ยนเท่ห์มากๆ มีแต่พี่จื่อหลง คนเดียวตลอดมาและตลอดไป)

_________________



Charmaine Sheh / เสอซือมั่น - อาเส่ / 佘詩曼
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
lingu
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 4 กระบี่ไร้น้ำตา
avatar

จำนวนข้อความ : 6491
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sun Jul 19, 2009 11:21 pm

โอ้ว เห็น ผกก.ทับทิมมาคอนเฟิร์มว่า หลังจากแหกคุกออกไปได้ จะมีฉากหวีดให้ได้ชม ทำเอายิ้มแก้มปริเลยค่ะ แบบนี้ปล่อยให้สองคนตายายทรมานเยอะๆ พอออกไปจะได้คิดถึงกันมากๆ อ้อนกันได้นานๆไงคะ แต่จิ้นภาพพี่หลงอ้อนน้องหลานไม่ค่อยออกเลยค่ะ อยากอ่านฉากนี้ไวๆจัง น้ำจิ้มก่อนฉากหุงข้าว เหอๆๆ

พูดถึงแม่นางหยู ถ้าไม่มีหนุ่มมาดามอก นางไม่เดียวดาย เหงาว้าเหว่ไปตลอดชีวิตเหรอคะ น่าสงสารจังค่ะ หรือว่าจะแนะนำให้ไปบวชชีที่สำนักง้อไบ้ดี อิอิ

เรื่อง "ค่ะ" กับ "คะ" ไม่ยากค่ะทับทิม เวลาเราอ่านออกเสียงในใจ มันย่อมต่างกันอยู่แล้ว อย่างที่ o-yo ยกตัวอย่าง "คะ" มักจะเป็นคำถาม ส่วน "ค่ะ" มักจะเป็นบอกเล่า เวลาพี่เขียนคำเหล่านี้ ก็จะอ่านในใจ ทำให้เขียนออกมาได้ถูกล่ะค่ะ Wink

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=linguniang&group=3]Chil
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Mon Jul 20, 2009 8:20 pm

มามิ...ทับทิมวางโครงเรื่องไว้แล้ว ตอนหน้าแม่ยกอาจเจ็บกระดองใจยกที่หนึ่งนะค่ะ

พี่โย่ว..พี่หลงไม่ได้เจ็บมือค่ะ เพราะงั้นสามารถป้อนข้าว ป้อนน้ำให้น้องหลานได้ค่ะ ไม่มีปัญหา

พี่หลิน...ต้องให้คู่ตายายได้หวีตกันหน่อยค่ะ เดี๋ยวจะแพ้คู่น้อง เดี๋ยวเค้าจะหวีตหวานน้ำตาลเรียกพี่กันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นคู่พี่จะให้คู่น้องหวีตนำหน้าไปไม่ได้ค่ะ

** ไม่ต้องตกใจนะค่ะ ที่มี 2 บ้าน คือเหมือนระบบของบอร์ดมันจะตัดแล้วขึ้นใหม่ เมื่อเกิน 50 หน้าไปแล้วค่ะ **

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
Cipher
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
avatar

จำนวนข้อความ : 1273
Registration date : 11/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Tue Jul 21, 2009 8:53 pm

เข้ามาแก้ต่างให้ตัวเองค่ะ ว่ามลเยี่ยไม่ได้หื่นนะค่ะ เพียงแต่สถานการณ์มันพาไป มลเยี่ยก้อเลยปล่อยเลยตามเลยค่ะ Razz

แล้วผกก.คะ แล้วตกลงค่าจ้างการพิสูจน์อักษรด้วยตัวเฮียเคไม่ใช่เหรอคะ???? Embarassed
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
ทะเล
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
avatar

จำนวนข้อความ : 1285
: 33
Registration date : 13/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Wed Jul 22, 2009 1:08 am



สุขสันต์วันเกิดค่ะ เจ๊หยูเยี่ยน ขอให้เจ๊มีแต่ความสุข สำหวังในเรื่องของความรักนะค่ Very Happy
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
ทะเล
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
avatar

จำนวนข้อความ : 1285
: 33
Registration date : 13/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Jul 25, 2009 10:42 am



Very Happy พาพี่Rex มาเป็นกำลังใจให้กับผู้กำกับค่ะ Cool
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:29 pm

ตอนที่ 29

“พี่ลู่ฟง พักก่อนได้ไหม ข้าไม่ไหวแล้วนะคะ” อี้เซียงที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ภายในรถม้าค่อยๆพยุงกายออกมาหาลู่ฟงที่กำลังบังคับม้าไปตามสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ซึ่งบัดนี้เมื่อถูกปกคุมไว้ด้วยความมืดมิดของยามราตรีที่มีเพียงแสงโคมไฟที่อยู่หน้ารถม้าช่วยส่องนำทางเท่านั้นยิ่งดูน่ากลัวนัก
“พี่ลู่ฟง ข้าไม่ไหวจริงๆนะคะ แล้วตอนนี้มันก็มืดแล้วด้วย ถ้ายังไงเราหยุดพักกันก่อนได้ไหม” อี้เซียงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วและทำท่าคล้ายจะอาเจียนเอ่ยปากขอร้องกับลู่ฟงอีกครั้ง หลังจากออกเดินทางพ้นประตูเมืองไคฟง ลู่ฟงหยุดรถม้าเพียงสองครั้งเพื่อให้นางได้พักผ่อนและทำธุระส่วนตัว เวลาที่เหลือก็ต้องอยู่บนรถม้า กินและนอนในนั้นจนร่างกายของอี้เซียงแทบจะรับไม่ไหว แต่ลู่ฟงกลับเข้าใจว่านางต้องการจะถ่วงเวลาเพื่อให้ลี่หูมาช่วย ถึงได้รีบเร่งเดินทางตลอดทั้งวันแบบนี้
“พี่ลู่ฟง ข้า..ข้าไม่ไหวแล้วนะ” อี้เซียงพยายามใช้สองมือที่ยังถูกมัดไว้สะกิดไหล่ของลู่ฟงเพื่อให้เขามาสนใจนางให้ได้ แต่เมื่อไม่ได้ผลและด้วยร่างกายที่เริ่มทนไม่ไหว สุดท้ายสองมือที่เคยใช้สะกิดไหล่ของชายหนุ่มกลับต้องรีบมาปิดปากตัวเองที่กำลังจะอาเจียน ลู่ฟงเมื่อได้ยินน้ำเสียงของอี้เซียงที่มิได้เสแสร้งจึงได้รีบหยุดรถม้าในทันทีแล้วตรงเข้าไปประคองและคอยช่วยลูบหลังให้กับหญิงสาวที่อาเจียนเอาอาหารมื้อเย็นออกมาจนหมด
“อี้เซียง ข้าขอโทษ ข้าไม่ควรรีบเร่งเดินทางโดยไม่ห่วงเจ้าแบบนี้ เจ้าไม่เป็นไรมากใช่ไหม” ชายหนุ่มประคองร่างของหญิงสาวให้ซบที่หัวไหล่ ฝ่ามือหนาของเขาค่อยๆเกลี่ยปอยผมของนางที่ลงมาเคลียแก้ม
“ข้าเหนื่อยแล้วก็เวียนหัวมาก ข้าอยากนอน” อี้เซียงบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้า เปลือกตาทั้งสองข้างก็หนักอึ้งจนฝืนไว้แทบไม่ไหว
“ได้ๆ งั้นคืนนี้เราก็ค้างแรมกันในป่าแล้วกัน แต่เจ้าไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะคอยอยู่ยามให้เอง เจ้านอนหลับพักผ่อนให้สบายเถอะนะ” ลู่ฟงพูดกับอี้เซียงด้วยน้ำเสียงที่อ่อนนุ่มแล้วจึงประคองนางนอนลงบนผ้านวมที่เขารองไว้หลายชั้น ชายหนุ่มหันไปหยิบผ้าห่มที่อยู่ด้านข้างเพื่อคุมร่างของอี้เซียงไว้ อี้เซียงขอร้องกับลู่ฟงให้ช่วยแก้มัดให้นางด้วย ซึ่งเขาก็ยอมทำตามคำขอเมื่อเห็นว่าอี้เซียงไม่สบายจริงๆไม่ได้คิดจะหลอกลวงเขาแม้แต่น้อย
“พี่ลู่ฟง ความจริงท่านก็เป็นคนดี เหตุใดถึงต้องทำงานให้ขุนพลเจิ้นด้วยล่ะคะ” อี้เซียงเอ่ยปากถามในขณะที่ลู่ฟงยังนั่งอยู่ข้างๆเพื่อรอให้นางหลับพักผ่อนเสียก่อน
“คนดีอย่างงั้นหรอ ในเมื่อข้าทำงานให้ขุนพลเจิ้น เจ้ายังมองข้าว่าเป็นคนดีได้อีกรึไง”
“แต่อย่างน้อยท่านก็ดีกับข้า แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเนื้อแท้ของท่านก็เป็นคนดีคนหนึ่ง” ลู่ฟงได้ยินคำชมของอี้เซียงก็หัวเราะในลำคอพร้อมทั้งส่ายหน้าช้าๆ
“เจ้าอย่าได้พูดยกยอข้าเพื่อที่จะทำให้ข้าใจอ่อนยอมปล่อยให้เจ้ากลับไปหาลี่หูอีกเลย เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ ตราบใดที่ยังมีข้าอยู่ ลี่หูจะไม่มีวันแย่งเจ้าไปจากข้าได้อีกแล้ว”
“ไม่ใช่นะคะ ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น” อี้เซียงรีบยกมือโบกไปมาเพื่อปฏิเสธ
“แล้วหมายความว่าเป็นแบบไหนกันล่ะ” ลู่ฟงบีบข้อมือของอี้เซียงไว้แน่น “ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธข้า เกลียดข้าแค่ไหน ที่ข้ามีส่วนทำให้ครอบครัวของเจ้าต้องเดือดร้อนถึงขนาดนี้ ถึงเจ้าจะพูดคำหวานกับข้า แต่สายตาของเจ้ามันกลับฟ้องข้าอยู่ตลอดเวลาว่าเจ้าเกลียดข้า” ชายหนุ่มพูดพลางดึงข้อมือของอี้เซียงขึ้นมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ทำให้อี้เซียงที่นอนอยู่ต้องยันกายขึ้นมาตามแรงดึงของลู่ฟงไปด้วย
“พี่ลู่ฟงพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ท่านพ่อกับพี่รองเกิดเรื่องใช่ไหม” อี้เซียงถามคำถามที่คาใจของนางมาโดยตลอดการเดินทาง ในเมื่อลู่ฟงเป็นคนเริ่ม นางก็ต้องถามต่อให้รู้เรื่อง
“พวกเขาจะเป็นอะไรไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องไปรู้ นอนซะพรุ่งนี้จะได้รีบเดินทางกันแต่เช้า” ชายหนุ่มที่อารมณ์ขึ้นลงเสียจนอี้เซียงตั้งรับไม่ทันค่อยๆประคองนางลงนอนเหมือนเดิม คล้ายกับว่าเขาไม่ต้องการให้อี้เซียงรู้เรื่องของท่านไป๋และอี้หลาน แต่อี้เซียงที่มีความสงสัยอยู่แล้วยังคงคิดที่จะเอ่ยปากถามต่อ หากแต่ลู่ฟงใช้มือแตะที่ริมฝีปากของนางเบาๆเป็นเชิงห้ามปราม “เจ้าบอกว่าเหนื่อยแล้วก็อยากนอนไม่ใช่รึ ตอนนี้ข้าให้เจ้าได้นอนพักแล้วก็รีบหลับตาซะสิ เพราะถ้าหากเจ้าไม่ยอมนอนพักข้าก็จะออกเดินทางต่อ ถึงตอนนั้นร่างกายเจ้าเหน็ดเหนื่อยเกินไปจนกระทบถึงลูกในท้อง ข้าก็คงช่วยเหลืออะไรไม่ได้นะ” ลู่ฟงใช้เรื่องลูกมาขู่อี้เซียงได้อีกครั้ง สุดท้ายนางจำเป็นต้องเก็บความสงสัยไว้ต่อไปและหลับตาลง ลู่ฟงนั่งมองอี้เซียงจนแน่ใจว่านางหลับไปแล้ว ลู่ฟงจึงได้ออกมานั่งก่อไฟเพื่อไล่ความหนาวและป้องกันพวกสัตว์ป่าไม่ให้เข้ามาใกล้ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชาย หากแต่ต้องเดินทางมาทั้งวันก็อดที่จะเหน็ดเหนื่อยมิได้ เมื่อเห็นว่าอี้เซียงคงมิอาจหนีไปไหนได้ ตราบใดที่เขายังนั่งขวางอยู่หน้ารถม้าเช่นนี้ ลู่ฟงจึงได้วางใจหลับตาลงพักผ่อนด้วยความอ่อนเพลีย

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:30 pm

ที่ห้องขังของกรมอาญา จื่อหลงนั่งหลังพิงกำแพงและเงยหน้ามองพระจันทร์บนฟ้าผ่านช่องระบายลมของห้องขัง ใจของเขาในยามนี้มิอาจคลายความกังวลไปได้เมื่อได้ทราบเรื่องของอำมาตย์ไป๋และอี้หลานในตอนกลางวันจากปากของลี่หู อำมาตย์ไป๋ถูกบังคับให้ยอมรับสารภาพนั่นก็เท่ากับความท่านได้ยอมรับผิดทั้งหมดและโทษที่ต้องได้รับคือต้องถูกประหารชีวิต ในขณะที่อี้หลานก็ถูกลงทัณฑ์จนนิ้วมือทั้งสิบได้รับบาดเจ็บ แม้ว่านางจะเข้มแข็งแต่ก็ใช่ว่าหญิงสาวร่างบอบบางเช่นอี้หลานจะทนรับได้ ยิ่งคิดจื่อหลงก็ยิ่งนึกเป็นห่วงมากขึ้น แสงจันทร์บนฟ้าหม่นหมอง ใจของเขาก็ยิ่งหมองเศร้า ชายหนุ่มถอนหายใจไม่รู้กี่ครั้ง นั่งกอดเข่าอยู่ตามลำพังภายในห้องขัง สายลมจากด้านนอกเล็ดลอดผ่านเข้ามาสัมผัสกายพร้อมใบไม้สีเขียวสดที่ร่วงหล่นมาจากต้นไม้สูงใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องคุมขังของจื่อหลง ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือรับใบไม้ใบนั้นไว้ในขณะที่มันกำลังร่วงลงมาจนใกล้สัมผัสพื้น จึงใช้สองมือจับที่มุมของใบทั้งสองด้านจนสัมผัสกับริมฝีปากบางแดงได้รูปของชายหนุ่ม จื่อหลงหวนนึกถึงเพลงใบไม้ที่เขาได้บรรเลงให้อี้หลานได้ฟัง จึงได้ค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆจนบังเกิดเป็นเสียงเพลงไพเราะ เสียงเพลงแห่งความรักและคิดถึงที่จื่อหลงใช้เป็นตัวแทนส่งผ่านไปถึงอี้หลาน ซึ่งบัดนี้นางก็รับรู้และกำลังนั่งฟังเสียงเพลงที่นางคุ้นเคยที่มีสายลมช่วยพัดพามาให้ อี้หลานมองดูมือทั้งสองข้างที่เป็นแผล ถึงแม้นางจะเจ็บจนต้องเสียน้ำตา หากแต่ในเวลานี้เสียงเพลงของจื่อหลงช่วยปลอบประโลมจิตใจและช่วยบรรเทาความเจ็บทางกายจนหายแทบเป็นปลิดทิ้ง ในยามที่ชายหนุ่มคนหนึ่งส่งผ่านความรักด้วยเสียงเพลง หญิงสาวคนหนึ่งรับรู้ แม้ไม่ได้พบหน้า หากแต่หัวใจยังคงสื่อถึงกัน

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

หลังจากอำมาตย์ไป๋ลงลายมือรับสารภาพเพียงสองวันเท่านั้น ฮ่องเต้ก็มีราชโองการให้กรมอาญาตัดสินโทษประหารชีวิตอำมาตย์ไป๋ แม้แต่ไป๋อี้หลานที่เป็นลูกสาวก็ไม่ละเว้น มิหนำซ้ำยังมีพระบัญชาให้ทหารออกติดตามจับกุมไป๋อี้เซียงที่อยู่ระหว่างหลบหนี โดยถ้าเจอตัวเมื่อใดให้ได้รับโทษตายตามบิดาและพี่สาวไปในทันที โดยที่ไม่ต้องคุมตัวกลับมารับโทษที่เมืองหลวง มันช่างโหดร้ายนัก แม้ขุนนางบางคนจะพยายามกราบทูลเพื่อให้ฝ่าบาททรงชะลอการลงอาญากับครอบครัวของอำมาตย์ไป๋ไปก่อน แต่ก็ไม่เป็นผล ในเมื่อผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังคือขุนพลเจิ้นที่ซื้อตัวขุนนางคนสำคัญในราชสำนักไว้แล้ว จึงได้ใช้เป็นฐานเสียงเพื่อช่วยกันกราบทูลโน้มน้าวพระทัยของฝ่าบาทจนสำเร็จ ทันทีที่คำตัดสินถูกประกาศกลางศาลของกรมอาญา อำมาตย์ไป๋ที่ตอนนี้เป็นเพียงอดีตอำมาตย์คู่พระทัยขององค์ฮ่องเต้ถึงขนาดก้มหน้าลงอย่างท้อแท้และสิ้นหวัง ตัวท่านตายนั้นไม่เสียดายนัก หากแต่ต้องให้ลูกสาวทั้งสองคนต้องมารับเคราะห์ด้วย มันเหมือนไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
“พี่ไป๋..การตัดสินออกมาเป็นแบบนี้ ท่านมีสิ่งใดจะโต้แย้งหรือไม่” เจ้ากรมอาญาเดินลงมาจากบัลลังก์ของศาลเข้ามาถามอำมาตย์ไป๋ในฐานะของเพื่อน
“หากข้าคิดจะโต้แย้ง ข้ายังมีทางรอดอีกเช่นนั้นหรือไร” อำมาตย์ไป๋เงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างประชด ท่านเจ้ากรมจึงทำได้เพียงถอนหายใจเท่านั้น
“ท่านน่าจะดีใจนะ อย่างน้อยๆท่านก็ไม่ได้ตายคนเดียว แต่ยังมีลูกสาวคนโตตามไปอยู่เป็นเพื่อน ส่วนลูกสาวคนเล็กของท่าน อีกไม่นานก็คงจะตามไปในไม่ช้า” ขุนพลเจิ้นที่ยืนรับฟังคำตัดสินอยู่ด้วยเดินเข้ามาพูดกับอำมาตย์ไป๋ใกล้ๆ ผู้อาวุโสหาได้ใส่ใจในคำพูดของขุนพลเจิ้น หากแต่เบนสายตาไปยังลี่หูที่ยืนอยู่ด้านข้างเจ้ากรมอาญา
“สิ่งที่ข้านึกเสียใจมากที่สุดก็คือมองเจ้าผิดไป มองเจ้าในทางที่ดีเกินไปจนหลงคิดไปว่าเจ้าจะเปลี่ยนนิสัยของเจ้าได้เพื่อคนที่เจ้ารัก แต่มันไม่ได้เป็นอย่างงั้น ลูกเสือก็ยังคงเป็นลูกเสืออยู่วันยังค่ำ การกระทำของเจ้าไม่อาจทำให้ข้ายอมรับและให้อภัยเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว เจ้าจะไม่มีวันได้รับการยกโทษจากข้า เจ้าจะไม่มีวันได้มีความสุข เจ้าจะต้องเสียใจในการกระทำของเจ้าไปตลอดชีวิต จำเอาไว้” อำมาตย์ไป๋ตำหนิลี่หูด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ท่านรู้สึกโกรธและผิดหวังจนให้อภัยลี่หูไม่ได้ ลี่หูฆ่าลูกชายและทำร้ายลูกสาวของท่าน แค่ความผิดนี้มันก็ทำให้หัวใจของคนที่เป็นพ่อก็ยากที่จะยอมรับ คำพูดของผู้อาวุโสเป็นเหมือนเข็มทิ่มแทงใจของลี่หูจนรู้สึกเจ็บปวด หากแต่เขายังคงเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้ได้ทั้งหมด ภายใต้สีหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก มันยิ่งทำให้อำมาตย์โกรธเขามากขึ้น และยิ่งคิดว่าลี่หูไร้หัวใจ
“พี่ไป๋ก็นะ..ทำไมถึงได้อวยพรให้ลี่หูแบบนี้ล่ะ นี่เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว และข้าก็คิดว่าดีด้วยซ้ำที่ลี่หูปฏิเสธอี้หลาน มิเช่นนั้นครอบครัวของข้าก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วยเชียวนะ ท่านก็อย่าไปโกรธลี่หูอีกเลย คนเราก่อนจะตายไม่ควรจะผูกใจเจ็บ เพราะเดี๋ยววิญญาณจะมิอาจไปสู่สุขคติได้” ขุนพลเจิ้นพูดแทนลี่หูไปเสียทั้งหมด คนผู้นี้ฉลาดหลักแหลมจึงรู้ดีว่าเจ้ากรมอาญที่เป็นคนกลางคงกำลังนึกสงสัยในคำพูดของอำมาตย์ไป๋ไม่มากก็น้อย จึงได้พูดกลบเกลื่อน ยกเอาความบาดหมางของสองตระกูลที่ลี่หูปฏิเสธการแต่งงานกับอี้หลานขึ้นมาอ้าง และมันก็เป็นไปตามนั้นเมื่อเจ้ากรมอาญาคิดว่าอำมาตย์ไป๋คงทั้งโกรธและเสียใจถึงได้พูดจาประชดประชันอดีตว่าที่ลูกเขย เมื่ออำมาตย์ไป๋รับฟังคำตัดสินแล้วก็ถูกนำตัวไปยังที่คุมขัง เพื่อรอการประหารที่จะมีขึ้นในเวลาเที่ยงของวันพรุ่งนี้

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:32 pm

ทางด้านจื่อหลงที่ยังไม่ยอมรับสารภาพในความผิดข้อหากบฏจึงยังถูกควบคุมตัวไว้ แม้ขุนพลเจิ้นจะบอกกับท่านเจ้ากรมอาญาให้ตัดสินโทษได้ไปพร้อมกับอำมาตย์ไป๋ เพราะหลักฐานก็มัดตัวจื่อหลงอย่างแน่นหนาอยู่แล้ว แต่ตราบใดที่เขายังไม่ลงชื่อรับสารภาพ ท่านเจ้ากรมก็มิอาจจะตัดสินโทษได้ จึงสร้างความไม่พอใจให้กับขุนพลเจิ้นมิใช่น้อย ที่มิอาจกำจัดเสี้ยนหนามให้หมดสิ้น ลี่หูที่อ่านใจของบิดาออกจึงได้ใช้โอกาสนี้เสนอกับบิดาไปว่าเขาจะเป็นคนกำจัดจื่อหลงด้วยตัวเอง เพราะในเมื่อกฎหมายมิอาจจะลงโทษจื่อหลงได้ในเวลานี้ เขาก็จะใช้กฎของการเป็นมือสังหารในการลงโทษ ซึ่งในตอนแรกขุนพลเจิ้นก็สงสัยในความคิดของลี่หูอยู่บ้าง แต่เมื่อลี่หูได้แสดงให้เห็นว่าเขาเกลียดจื่อหลงและต้องการให้จื่อหลงตายไปต่อหน้า ขุนพลเจิ้นก็ยอมเชื่อจึงได้อนุญาตให้ลี่หูทำตามความต้องการ โดยที่ท่านจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และในตอนเย็นของวันนั้น ลี่หูจึงได้เดินทางไปที่ห้องขังอีกครั้ง โดยเขาปลอมตัวเป็นผู้คุมยกอาหารไปให้จื่อหลงถึงในที่คุมขัง
“อาหารเย็นมาแล้ว รีบกินซะ” ผู้คุมอีกคนที่เดินตามลี่หูมาด้วยบอกกับจื่อหลง เมื่อเปิดประตูห้องขังให้ลี่หูนำถาดอาหารเข้าไปให้จื่อหลง ในจังหวะที่ลี่หูวางถาดอาหารลงที่พื้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณให้กับจื่อหลงโดยการขยิบตาเพื่อบอกเป็นนัยว่าตัวเขาก็คือลี่หูปลอมตัวมาไม่ใช่ใครอื่น พร้อมทั้งพูดว่า ‘ได้เวลาแล้ว’ ซึ่งจื่อหลงก็เข้าใจในความหมายทันที หลังจากนำถาดอาหารวางไว้ให้จื่อหลงเรียบร้อย ลี่หูกับผู้คุมอีกคนก็เดินจากไป จื่อหลงรอจนลี่หูออกไปจากที่คุมขังเรียบร้อยจึงได้หยิบถ้วยข้าวขึ้นมาพร้อมตะเกียบและจึงลงมือกินข้าว ในระหว่างนั้นเขาก็เห็นห่อยาห่อเล็กซุกซ่อนอยู่ จึงได้รีบเก็บมาซ่อนในอกเสื้อ รอจนลี่หูที่ไม่ได้อยู่ในชุดผู้คุมแล้วเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยอ้างว่าต้องการมาสอบปากคำนักโทษ
“เป็นไง..ปวดใจมากไหมที่ได้รู้ข่าวคนรักกำลังจะถูกประหารในวันรุ่งขึ้น ถ้าปวดใจหนักก็ยอมรับสารภาพซะสิ จะได้ตายไปอยู่ด้วยกันให้หมดเรื่องสิ้นราว” ลี่หูยืนอยู่หน้าประตูห้องขังพูดจาอย่างเย้ยหยัน ในขณะที่จื่อหลงกลับนั่งกินข้าวด้วยท่าทีที่ไม่ใส่ใจ ลี่หูเห็นแบบนั้นจึงได้หันไปบอกให้ผู้คุมเปิดประตูห้องขังให้
“อย่าได้คิดถ่วงเวลาอีกเลย เพราะมันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว เพราะโทษของเจ้าช้าเร็วก็มีแต่ตายสถานเดียวเท่านั้น ถ้าหากยอมรับผิดในวันนี้ เผื่อว่าบางทีข้าจะไปขอให้ท่านเจ้ากรมช่วยตัดสินประหารชีวิตเจ้าให้ได้ตายตามคนรักไปพร้อมกันในวันพรุ่งนี้ก็ได้นะ” ลี่หูยืนอยู่เบื้องหน้าของจื่อหลงที่ตอนนี้วางถ้วยข้าวลงบนพื้นและเงยหน้าขึ้นมามองลี่หู จังหวะนั้นชายหนุ่มรุ่นน้องก็ชำเรืองหางตาไปทางด้านหลังที่มีผู้คุมยืนดูอยู่ด้านนอก
“ถ้าอยากให้ข้าตายก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนอย่างข้าย่อมมีศักดิ์ศรีพอ หากจะต้องตายก็ต้องไร้มลทินติดตัว” จื่อหลงกล่าวเสียงดังฟังชัดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น พอพูดจบประโยคเขาก็ลุกขึ้นเพื่อจู่โจมลี่หูแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ด้วยที่ว่าเขามีโซ่ตรวนพันธนาการมือและเท้าไว้อยู่ ประกอบกับผู้คุมที่อยู่ข้างนอกรีบเข้ามาช่วย ทำให้จื่อหลงลงมือไม่ได้จึงเป็นฝ่ายถูกผู้คุมใช้สันดาบที่ยังอยู่ในฝักฟาดไปที่กลางหลังของจื่อหลงจนเขาล้มลง ผู้คุมเตรียมจะเข้าไปซ้ำ ลี่หูจึงได้ใช้จังหวะนั้นยืนหันหลังให้จื่อหลงเพื่อที่จะเบี่ยงเบนสายตาของผู้คุมโดยทำทีเป็นห้ามไม่ให้เข้าไปทำร้ายจื่อหลง จื่อหลงจึงได้ใช้ช่วงเวลานั้นรีบกินยาที่เตรียมไว้เข้าไป พอกินยาเรียบร้อย จื่อหลงก็รีบลุกขึ้นมาเอาโซ่ที่ล่ามข้อมือทั้งสองข้างไว้รัดคอลี่หูและดึงเข้าหาตัว พวกผู้คุมเห็นลี่หูตกเป็นตัวประกันก็ร้องห้ามจื่อหลงไม่ให้ทำร้ายลี่หู
“พวกเจ้าถอยไปให้หมด” จื่อหลงขู่และทำทีเป็นใช้โซ่รัดคอลี่หูไว้แน่น
“พวกเจ้าถอยไป” ลี่หูร้องบอกเพื่อเปิดทางให้จื่อหลงพาเขาออกไปนอกห้องขัง ในจังหวะที่จื่อหลงกำลังหันศีรษะไปข้างหลังเพื่อดูทาง ลี่หูที่จับโซ่ที่จื่อหลงใช้รัดคอเขาไว้ก็กระชากโซ่มาข้างหน้าอย่างแรง ทำให้จื่อหลงถลามาตามแรงของลี่หู ลี่หูรีบเบี่ยงตัวแล้วไขว่โซ่ของจื่อหลงด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายก็ตรงเข้าบีบคอแล้วบิดข้อมือจนจื่อหลงทรุดลงไปที่พื้น พวกผู้คุมที่เห็นเหตุการณ์เห็นจื่อหลงแน่นิ่งไปก็เข้าไปตรวจสอบ จึงได้พบว่าชีพจรของจื่อหลงไม่เต้น ทำให้ต่างคนต่างมีสีหน้าที่ตื่นตระหนกในขณะที่ลี่หูดูจะไม่เดือดร้อน
“พวกเจ้าก็เห็นกันแล้วนะว่านักโทษพยายามที่จะหลบหนี โดยใช้ข้าเป็นตัวประกัน คนผู้นี้ทำให้ข้าไม่ทางเลือก เพราะถ้าหากปล่อยให้นักโทษหลบหนีไปได้ ข้าว่าลำพังผู้คุมตำแหน่งเล็กๆอย่างพวกเจ้าคงไม่มีปัญญารับผิดชอบแน่ๆ”
“แล้วท่านจะให้พวกข้าทำอย่างไรล่ะครับ” ผู้คุมคนหนึ่งถามลี่หูด้วยสีหน้าที่ยังตื่นตระหนก
“เรื่องที่เกิดขึ้นข้าจะไปเรียนให้ท่านเจ้ากรมทราบด้วยตัวเอง หากท่านจะเอาผิดข้าจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด เพราะไหนๆนักโทษคนนี้ก็ต้องถูกประหาร ต่อให้ตายวันนี้หรือวันหน้าก็คงมีค่าเท่ากันอยู่แล้ว พวกเจ้าก็ไม่ต้องตื่นเต้นไปหรอกน่า” ลี่หูกอดอกแล้วเดินเข้าไปดูจื่อหลงที่ยังคงนอนแน่นิ่งบนพื้น แล้วจึงสั่งให้พวกผู้คุมนำร่างของจื่อหลงไปที่ห้องเก็บศพเพื่อรอการชันสูตร ซึ่งพวกผู้คุมที่กำลังกลัวความผิดที่ทำงานหละหลวมก็ยอมเชื่อฟังลี่หูทุกอย่าง ช่วยกันหามร่างของจื่อหลงออกไป โดยที่มีลี่หูเดินตามออกมาด้วย หลังจากนำศพของจื่อหลงไปไว้เรียบร้อย ลี่หูก็บอกให้พวกผู้คุมกลับไปทำงานตามปกติ ส่วนตัวเขาจะรีบไปรายงานให้ท่านเจ้ากรมทราบ หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ลี่หูก็ย้อนกลับมาอีกครั้งและจึงค่อยเข้าไปในที่เก็บศพ เพื่อที่จะแอบนำร่างที่ไร้สติของจื่อหลงออกไป

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:33 pm

แสงสีทองของวันใหม่ระบายอยู่บนฟ้ากว้าง ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวขจีเริ่มขยับเปลือกตาขึ้นมา ทันทีที่สัมผัสได้ถึงแสงสีทองของรุ่งอรุณ ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างรีบขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วจึงยื่นมือไปแตะหัวไหล่และต่อจากนั้นจึงประคองชายที่เพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นมานั่ง ต่างคนต่างมองหน้ากันเหมือนต่างมีคำพูดที่ต้องการจะเอ่ยออกมา หากแต่สายตาของคนทั้งคู่คือคำพูดที่สื่อความหมายได้ดีที่สุดแล้ว ที่ต่างคนต่างห่วงใยหญิงสาวอันที่รักเหมือนกัน คนหนึ่งกำลังจะถูกประหารชีวิต ส่วนอีกคนหนึ่งอยู่กับผู้ชายอีกคนที่ไม่น่าไว้ใจ ชายหนุ่มทั้งสองต่างถอนหายใจแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า มันคงถึงเวลาแล้วที่ฟ้าจะต้องเปลี่ยนสี
“พี่ใหญ่..ท่านรู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม” ลี่หูเป็นฝ่ายเอ่ยถามกับจื่อหลงที่ยังคงนั่งเงียบใช้ความคิด
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว..น้องสาม ขอบคุณที่ช่วยเหลือ”
“อย่าขอบคุณข้าเลย มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว ที่ผ่านมาข้าไม่เคยทำดีต่อท่านสักครั้ง ในขณะที่ท่านกลับช่วยเหลือข้า ไม่เคยคิดผูกใจเจ็บ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งเดียวที่ข้าพอจะชดเชยให้ท่านได้” ลี่หูแววตาอ่อนโยน ไม่เหลือความหยิ่งทระนงที่เคยมีให้เห็น เมื่อเขาประสานมือขึ้นเพื่อคำนับจื่อหลง “พี่ใหญ่..ข้าขอโทษ ท่านจะอภัยให้น้องที่นิสัยไม่ดีคนนี้ได้ไหม” จื่อหลงเห็นท่าทางที่นอบน้อมของลี่หูก็รู้ว่าเขาจริงใจ จึงยื่นมือทั้งสองออกไปจับหัวไหล่ของลี่หูและยิ้มให้อย่างมีไมตรีตอบ
“ข้าให้อภัยเจ้ามาตั้งนานแล้ว ยังไงเราก็เป็นพี่น้องกัน” จื่อหลงพูดพลางตบไปที่หัวไหล่ของลี่หูเบาๆ ชายหนุ่มรุ่นน้องจึงยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน “น้องสาม..ข้าดีใจที่เจ้าคิดได้ แต่ข้าก็เป็นห่วงเจ้า เพราะที่เจ้าทำแบบนี้ นั่นก็เท่ากับว่าเจ้าหักหลังขุนพลเจิ้นซึ่งเป็นบิดาของเจ้า ซึ่งจะต้องโกรธเจ้ามาก ข้าคิดว่าถึงตอนนั้นผลที่ตามมา..” จื่อหลงพูดไม่จบประโยค ลี่หูก็ยกมือขึ้นไม่ให้พูดต่อ
“ข้ารู้ว่าท่านจะพูดอะไร แต่สิ่งที่ข้าได้ตัดสินใจทำลงไปทั้งหมด ข้าได้คิดดีแล้ว ข้าถึงได้ช่วยท่าน แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถช่วยท่านลุงกับอี้หลานได้ด้วย หน้าที่นี้ข้าคงต้องมอบให้พี่ใหญ่เป็นคนจัดการต่อ และข้าก็เชื่อมั่นว่าท่านจะต้องทำได้”
“ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็ต้องช่วยทั้งสองคนให้ได้” จื่อหลงให้คำมั่นและถามลี่หูถึงเรื่องของอี้เซียง เพราะตอนนี้จื่อหลงยังไม่เห็นหนทางที่ลี่หูจะตามไปช่วยอี้เซียงได้ ไม่รู้แม้กระทั่งอี้เซียงถูกลู่ฟงพาไปที่ไหน แต่ทว่าลี่หูยังคงยิ้มเหมือนมั่นใจว่าเขาสามารถตามไปช่วยอี้เซียงมาได้แน่ๆ
“น้องสาม..เจ้ารู้แล้วหรอว่าลู่ฟงพาอี้เซียงหนีไปทางไหน” จื่อหลงถามซ้ำ เมื่อยังไม่ได้คำตอบ
“ถึงข้าจะอยู่คอยช่วยเหลือท่านทางนี้ แต่ข้าก็มีคนคอยช่วยตามลู่ฟงกับอี้เซียง ซึ่งตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่าลู่ฟงพาอี้เซียงไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ใครกัน..ที่ช่วยเหลือเจ้า” จื่อหลงขมวดคิ้ว แต่แล้วเขาก็นึกออก “น้องรอง..หยูเยี่ยนช่วยเจ้าอย่างงั้นรึ” ลี่หูพยักหน้ารับและบอกความจริงกับจื่อหลงทั้งหมด เพราะตั้งแต่แรกที่เขาจับตัวจื่อหลงกลับมา เขาก็ได้ให้สัญญากับหยูเยี่ยนไว้แล้วว่าเขาจะรับรองความปลอดภัยของจื่อหลง ซึ่งต่อมาทั้งสองก็ร่วมมือกัน โดยลี่หูจะอยู่ทางนี้ เพื่อหลอกให้ขุนพลเจิ้นไว้ใจจนสามารถช่วยเหลือจื่อหลงออกมาได้ ในขณะที่หยูเยี่ยนจะช่วยลี่หูเป็นการตอบแทนด้วยการแอบสะกดรอยตามลู่ฟงและคอยส่งข่าวให้กับลี่หู
“พี่ใหญ่อย่าโกรธพี่รองเลยนะ ที่นางทำไปทั้งหมดก็เพราะต้องการจะช่วยท่านเท่านั้น นางดีต่อท่านมาก ทั้งที่รู้ว่านางคงมิอาจได้รับน้ำใจจากท่าน แต่นางก็ยังเต็มใจที่จะทำ”
“ข้ารู้ ข้าไม่เคยโกรธนางแม้แต่น้อย” จื่อหลงยิ้มที่มุมปาก “ความจริงข้าน่าจะคิดออกตั้งแต่แรกแล้วนะ ยาสมานแผลอย่างดี รวมทั้งยาห่อนั้นที่ใช้ตบตาพวกผู้คุมได้ ถ้าหยูเยี่ยนไม่มอบให้เจ้า แล้วเจ้าจะไปหามาได้จากที่ไหน จริงไหม” จื่อหลงถามแล้วส่ายหน้าไปมา หัวเราะอย่างนึกขำ ยาที่จื่อหลงกินเข้าไปจะทำให้เขาหลับใหลและชีพจรหยุดเต้นไปชั่วครู่ ซึ่งตอนที่ผู้คุมเข้าไปตรวจสอบจึงได้เชื่อว่าจื่อหลงเสียชีวิตไปแล้ว แม้ต่อมาชีพจรจะเต้นเหมือนเดิมแต่ก็เบามากจนแทบจะตรวจไม่ได้ จึงทำให้ลี่หูสามารถตบตาพวกผู้คุมได้สำเร็จ
“ตอนนี้พละกำลังของพี่ใหญ่คงฟื้นคืนมาหมดแล้ว ถ้ายังไงข้าว่าเราอย่ามัวคุยกันอยู่เลย เพราะในเมื่อเราต่างก็มีหน้าที่สำคัญที่จะต้องรีบทำ ก็อย่าเสียเวลาดีกว่า” ลี่หูหันไปด้านข้างเพื่อหยิบกระบี่ที่บนฝักสลักลายมังกรเงินส่งให้จื่อหลง ส่วนในมือของเขาถือกระบี่ที่ฝักสลักลายพยัคฆ์ขาว

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:34 pm

“พี่ใหญ่..ข้าฝากยาสมานแผลให้อี้หลานด้วย และช่วยบอกกับนางว่า..”
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ตั้งใจ ข้าจะช่วยบอกกับนางให้ ไม่ต้องห่วง” จื่อหลงรีบพูดแทนลี่หูอย่างรู้ใจชายหนุ่มรุ่นน้อง ทั้งสองคนลุกขึ้นยืนพร้อมกันและต่างกำกระบี่ที่อยู่ในมือแน่น
“พี่ใหญ่..สิ่งที่ข้าสามารถทำได้ ข้าก็ทำไปแล้ว ที่เหลือคงต้องเป็นหน้าที่ของท่าน ที่ต้องช่วยล้างมลทินให้กับท่านลุง ช่วยเหลือข้าขัดขวางท่านพ่อ อย่าให้ท่านพ่อทำผิดไปมากกว่านี้ และถ้าหากข้ามีโอกาสได้กลับมาพบกับพวกท่านอีกครั้ง ข้าจะมาขอรับผิดทั้งหมดกับท่านลุงด้วยตัวเอง ถึงแม้ว่าท่านลุงจะให้อภัยข้าไม่ได้ก็ตาม” ลี่หูประสานมือคำนับจื่อหลงและเอ่ยคำลาเหมือนกับว่าการเดินทางของลี่หูครั้งนี้ เขาไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีกแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งจื่อหลงก็พอจะเข้าใจ จึงรับปากว่าจะไม่ทำให้ลี่หูผิดหวัง ชายหนุ่มรุ่นน้องจึงยิ้มแสดงความขอบคุณและกล่าวเตือนให้จื่อหลงระวังตัวด้วย เพราะไม่แน่ว่าที่ลานประหารอาจจะมีการวางกำลังทหารไว้อย่างแน่นหนา
“ถึงเจ้าจะรู้ว่าอี้เซียงอยู่ที่ไหน แต่หนทางคงจะไกลอยู่มาก เจ้าจะตามไปช่วยนางได้ทันเหรอ” เมื่อถึงเวลาต้องลาจาก จื่อหลงก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะอย่างน้อยอี้เซียงก็เป็นเหมือนน้องสาวของเขา เขาจึงจำเป็นต้องรู้และมั่นใจว่าลี่หูจะตามไปทัน เพราะคำตอบนี้ไม่ได้มีเพียงจื่อหลงที่ต้องการรู้ หากแต่เมื่อได้พบกับอี้หลาน เขาก็ต้องมีคำตอบให้นางด้วย
“อี้เซียงกำลังตั้งครรภ์อยู่ ถึงลู่ฟงจะรีบเดินทางแค่ไหนก็ทำได้ไม่มากนัก ถ้าหากข้ารีบเร่งเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน ก็คงจะตามพวกเขาไปทันแน่ๆ” ลี่หูบอกกับจื่อหลงแล้วจึงเดินไปขึ้นหลังม้าที่เตรียมไว้ “พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลอี้เซียงกับลูกเป็นอย่างดี นางเป็นภรรยาที่ข้ารัก ข้าจะทำดีกับนางให้มาก จะไม่ทำให้นางต้องเสียใจ ถึงแม้ว่าวันนึงข้างหน้านางจะรู้ความจริงที่ข้าเคยปิดบังนางไว้ ข้าก็จะขอยอมรับ จะไม่คิดหนีอีกต่อไปแล้ว”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ขออวยพรให้เจ้าโชคดี ดูแลตัวเองด้วย”
“พี่ใหญ่ก็เหมือนกัน ลาก่อน”
“ลาก่อน” จื่อหลงเอ่ยคำลาและมองลี่หูที่กำลังบังคับม้ามุ่งหน้าจากไปจนลับตา

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

แสงพระอาทิตย์ยามที่ใกล้เวลาเที่ยงวันร้อนระอุ พวกชาวบ้านที่ต่างมายืนมุงดูอยู่ที่ลานประหารต่างต้องยกมือขึ้นมาบังหน้ากันแสงแดด บ้างก็หาพัดมาโบกไล่ความร้อน ทุกสายตาจ้องมองไปยังจุดเดียวกันทั้งหมด เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบดังไปทั่ว ซึ่งทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันที่พวกเขาไม่เชื่อว่ามาหาอำมาตย์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตงฉินและจงรักภักดีจะทรยศขายชาติไปเข้ากับแคว้นเหลียว เพราะอย่างน้อยลูกชายคนโตของอำมาตย์ไป๋ก็เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ที่ปกป้องแผ่นดินป้องกันการรุกรานของแคว้นเหลียวมาตลอด มันยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่อำมาตย์ไป๋จะยืนอยู่ข้างเดียวกับแคว้นศัตรู เพราะมันจะกลายเป็นว่าท่านอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับลูกชาย แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่เชื่อแต่ก็มิอาจทำสิ่งใดได้ นอกเสียงจากเสียงโห่ร้องและตะโกนโหวกเหวกขอความเป็นธรรมให้อำมาตย์ไป๋ แต่สุดท้ายก็มิเป็นผล เมื่อมีราชโองการประกาศออกมาอย่างชัดเจนและรอคอยเพียงเวลาที่จะลงทัฑณ์
“ท่านไป๋มีคำพูดใดจะสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่” ท่านเจ้ากรมอาญาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เอ่ยถามกับอำมาตย์ไป๋ที่มีสีหน้าราบเรียบ ไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวหรือทุกข์ร้อนให้เห็น
“อี้หลานไม่กลัวใช่ไหมลูก” ท่านไป๋หันหน้าไปถามลูกสาวที่มีสีหน้าราบเรียบและไม่แสดงความรู้สึกใดๆเฉกเช่นผู้เป็นพ่อ
“ถ้าข้าขลาดกลัว ก็ไม่สมควรเกิดมาเป็นลูกของท่านพ่ออีกแล้ว ท่านพ่อคะ อีกเดี๋ยวเราก็จะได้ไปหาท่านแม่กับพี่ใหญ่กันแล้วนะคะ” อี้หลานพูดพลางระบายรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า
“ใช่แล้วลูก อีกเดี๋ยวเราก็จะได้ไปหาพวกเขากันแล้ว เพียงแต่พ่ออดเป็นห่วงอี้เซียงไม่ได้ ถ้าเราไปกันหมด นางจะทำยังไง “
“ท่านพ่ออย่าห่วงเลยค่ะ น้องเซียงโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นางดูแลตัวเองได้ ยกเว้นแต่ว่าจะมีคนใจร้ายบางคนจะไม่ยอมปล่อยนางไปเท่านั้นค่ะ” อี้หลานคุยกับบิดาแล้วชำเรืองสายตาไปทางขุนพลเจิ้น อีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้ว่าถูกพูดถึงจึงลุกยืนขึ้นและเดินเข้ามาหา
“สองพ่อลูกคุยกันพอรึยัง ถ้ายังก็ขอเชิญไปคุยกันต่อบนสวรรค์โน่น เพราะนี่มันก็ได้เวลาแล้ว อย่าได้คิดถ่วงเวลาอีกเลย เพราะยังไงก็คงไม่มีใครมาช่วยพวกเจ้าสองคนพ่อลูกได้ทั้งนั้น แล้วถ้าจะตายตาไม่หลับเพราะเป็นห่วงลูกสาวคนเล็กก็ขอให้สบายใจได้ เพราะอีกไม่นานขอจะช่วยสงเคราะห์ส่งนางตามไปอยู่ด้วย” ขุนพลเจิ้นกล่าวจบก็หัวเราะในลำคอแล้วจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม โดยที่มีสายตาของอำมาตย์ไป๋และอี้หลานจ้องมองตามหลังอย่างนึกโกรธ หากแต่ว่าเมื่อเจ้ากรมอาญาประกาศออกไปว่าได้เวลาแล้ว สองคนพ่อลูกก็เอื้อมมือมาจับมือกันและกันไว้อย่างยอมรับในโชคชะตา ทันทีที่เพชฌฆาตสองคนถือดาบเล่มใหญ่ก้าวเข้ามา เสียงชาวบ้านที่มุงดูกันอยู่ก็ส่งเสียงร้องดังอื้ออึง แต่ทว่าก็ดังอยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็ต้องเงียบเสียงไปเมื่อทหารที่ดูแลความเรียบร้อยร้องห้ามปรามและยื่นทวนออกไปขวางเอาไว้ เจ้ากรมอาญาแม้จะต้องฝืนใจแต่เมื่อมันเป็นหน้าที่ ท่านจำต้องหยิบไม้สีแดงขึ้นมาถือไว้และจึงโยนลงบนพื้นเบื้องหน้าเมื่อสิ้นคำสั่ง ‘ประหาร’ เพชฌฆาตที่ยืนรออยู่แล้วก็เตรียมลงดาบ ในท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่บางคนถึงขนาดยกมือขึ้นปิดตาไม่กล้ามองภาพอำมาตย์ไป๋และลูกสาวต้องถูกประหารอยู่นั้น สายตาของขุนพลเจิ้นกลับฉายแววเหี้ยมอย่างพึงพอใจที่เสี้ยนหนามกำลังจะถูกกำจัด

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:34 pm

แต่ทว่าสายตาของพญาราชสีห์พลันเบิกกว้างเมื่อได้เห็นเงาร่างสายหนึ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าคมดาบของเพชฌฆาตที่กำลังจะลงดาบไปที่คอของสองพ่อลูก จอมยุทธ์หนุ่มที่เหินร่างเข้ามาใช้ปลายกระบี่พร้อมฝักปัดคมดาบของเพชฌฆาตให้พ้นตัวอำมาตย์ไป๋และแตะไปที่กลางลำตัวของเพชฌฆาตคนนั้น ในขณะที่เพชฌฆาตอีกคนที่เป็นคนประหารอี้หลานก็หยุดชะงักไปทำให้จอมยุทธ์หนุ่มผู้นั้นรีบใช้จังหวะที่อีกฝ่ายยังมิทันได้ตั้งตัวตวัดปลายกระบี่พร้อมฝักกระแทกไปที่หน้าท้องจนอีกฝ่ายหงายหลัง จอมยุทธ์หนุ่มดึงกระบี่ออกจากฝักฟันไปที่เครื่องพันธนาการของทั้งสองจนขาดสะบั้นแล้วจึงรีบประคองอำมาตย์ไป๋และอี้หลานลุกขึ้นมา ทั้งสองคนเมื่อได้เห็นหน้าผู้มีพระคุณก็ร้องเรียกชื่อของจอมยุทธ์หนุ่มขึ้นมาพร้อมกัน ‘จื่อหลง’ ไม่มีเวลาได้รับการขอบคุณด้วยรอยยิ้มของทั้งสองคน เขาก็ต้องรีบตวัดปลายกระบี่เข้ารับมือกับพวกทหารที่ต่างวิ่งเข้ามาหาพร้อมอาวุธ ขุนพลเจิ้นที่นั่งอยู่พอเห็นแน่ชัดว่าเป็นจื่อหลงก็บีบที่พักแขนแน่น เส้นเลือดบวมบูดจนเห็นได้ชัดที่ขมับทั้งสองข้างด้วยความโกรธ เมื่อบัดนี้ขุนพลเจิ้นได้รู้แล้วว่าตนเองได้ถูกบุตรชายหลอกลวงมาตั้งแต่ต้น ความโกรธบันดาลเป็นโทสะทำให้ขุนพลเจิ้นทะยานร่างเข้าไปต่อสู้กับจื่อหลง ทางด้านจื่อหลงที่ต้องคุ้มกันอำมาตย์ไป๋กับอี้หลานและยังต้องต่อสู้กับพวกทหารแล้ว เมื่อต้องมารับมือกับขุนพลเจิ้นที่ถึงแม้จะไม่มีอาวุธแต่ด้วยพลังยุทธ์ที่เหนือกว่าก็ยิ่งทำให้จื่อหลงรับมือลำบาก กระบี่ที่ตวัดไปมาเพื่อรุกและต้านรับอย่างพลิ้วไหวว่องไวแต่ก็มิอาจต้านทานพลังฝ่ามือของขุนพลเจิ้นไปได้ เมื่อเขาพลาดท่าถูกทำร้ายไปที่หัวไหล่จนเซไปด้านหลัง อำมาตย์ไป๋และอี้หลานเห็นจื่อหลงกำลังเพลี่ยงพล้ำก็ตะโกนบอกให้จื่อหลงหนีไปมิต้องเป็นห่วง หากแต่ชายหนุ่มตะโกนตอบกลับมาว่า ‘ถึงแม้ต้องตายก็ต้องช่วยทั้งสองคนให้ได้’ ขุนพลเจิ้นเมื่อได้ยินก็ยิ่งจู่โจมเข้าใส่จื่อหลง ในขณะที่เจ้ากรมอาญาที่ยืนดูการต่อสู้ก็สั่งให้พวกทหารยืนคุมเชิงเอาไว้ และให้ทหารเข้าไปคุมตัวอำมาตย์ไป๋กับอี้หลาน แต่มิทันที่พวกทหารจะเข้าไปคุมตัวก็ปรากฏเงาร่างของจอมยุทธ์หนุ่มอีกสองคนมีผ้าปิดหน้าทะยานเข้ามาทำร้ายพวกทหารเพื่อเข้าช่วยเหลือสองพ่อลูก เมื่อช่วยได้แล้วจอมยุทธ์คนนึงก็เข้าไปช่วยจื่อหลงรับมือกับขุนพลเจิ้น สองรุมหนึ่งแม้ไม่ได้เปรียบแต่ก็ใช่ว่าจะตกเป็นรอง ทั้งสองคนร่วมมือกันจากฝ่ายรับเริ่มเป็นฝ่ายรุกมากขึ้น จนได้โอกาสจอมยุทธ์ที่คุ้มกันอำมาตย์ไป๋และอี้หลานอยู่ก็ปาระเบิดควันออกไป ควันสีขาวลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ จอมยุทธ์ทั้งสามจึงได้ใช้จังหวะนั้นพาอำมาตย์ไป๋และอี้หลานหนีไป ทำให้ขุนพลเจิ้นยิ่งบันดาลโทสะสายตาเกรี้ยวกราดหันไปสั่งทหารให้รีบตามล่าทั้งห้าคน

ท่ามกลางการหลบหนีของทั้งห้า จอมยุทธ์ทั้งสองที่ตามมาช่วยในภายหลังที่แท้ก็คือฟู่เจี้ยนและจอมยุทธ์เซี่ยง พวกเขาสองคนหาโอกาสที่จะช่วยอำมาตย์ไป๋และอี้หลานอย่างใจเย็น จนกระทั่งตกลงกันแล้วว่าจะลงมือในวันนี้ แม้จะเสี่ยงแค่ไหนแต่ทั้งสองคนก็ตั้งใจไว้แล้วว่าหากแม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ต้องพาอำมาตย์ไป๋และอี้หลานหนีมาให้ได้ แต่ไม่นึกเลยว่าในยามที่พวกเขากำลังคิดจะลงมืออยู่นั้น จื่อหลงกลับปรากฏตัวขึ้นจนพวกเขาต้องหยุดลงมือเพื่อรอดูเหตุการณ์อยู่พักนึงก่อนที่จะเข้าไปช่วยเหลือและพาอำมาตย์ไป๋และอี้หลานหนีมาได้ ระหว่างที่ทั้งห้าวิ่งหนีกันมาอยู่นั้น ฟู่เจี้ยนกับจอมยุทธ์เซี่ยงต้องช่วยประคองแขนทั้งสองข้างของอำมาตย์ไป๋เพื่อที่ผู้อาวุโสจะวิ่งหนีได้เร็วขึ้น แต่ท่านไป๋อายุมากแล้วและยังถูกขังอยู่ในคุกอยู่ในสภาพที่อิดโรย ทำให้พอวิ่งมาได้สักระยะนึงก็หมดแรง ไม่สามารถก้าวขาต่อไปได้
“พวกเจ้ารีบหนีกันไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” ผู้อาวุโสบอกด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบ
“ไม่ได้หรอกคะ ถ้าท่านพ่อไม่ไป ข้าก็จะไม่ไป” อี้หลานคุกเข่าลงบอกกับบิดา ท่านไป๋กุมมือลูกสาวที่ยังคงมีบาดแผลบวมช้ำและจึงเลื่อนมือขึ้นไปสัมผัสใบหน้าของลูกรักอย่างทะนุถนอม
“อี้หลานรีบหนีไปเถอะ พ่อแกแล้ว ถ้าเจ้าพาพ่อไปด้วยก็มีแต่จะสร้างภาระมากกว่า” อำมาตย์ไป๋หันหน้าไปทางชายหนุ่มทั้งสามคนเพื่อจะพูดฝากฝัง หากแต่อี้หลานยังคงยืนกรานที่จะไม่ยอมหนีไปไหน ถ้าไม่มีบิดาไปด้วย
“ข้าไม่ไป ยังไงก็ไม่ไป” อี้หลานพูดพลางพยายามประคองบิดาให้ลุกขึ้น “ท่านพ่อแข็งใจหน่อยนะคะ” นางกล่าวอีกครั้งในขณะที่กำลังพยายามประคองบิดาให้ลุกขึ้นมา หากแต่มือทั้งสองของนางยังเจ็บอยู่ จึงมิอาจทำได้ ฟู่เจี้ยนที่มองดูอยู่รีบตรงเข้าไปแบกอำมาตย์ไป๋ขึ้นหลัง
“ข้ากับพี่เซี่ยงตั้งใจไว้แล้ว ไม่ว่ายังไงก็จะช่วยใต้เท้ากับคุณหนูให้จงได้ หากจะไป เราก็ต้องไปพร้อมกันครับ” ฟู่เจี้ยนยิ้ม อี้หลานก็ยิ้มตอบเป็นการแสดงความขอบคุณ อำมาตย์ไป๋ที่เห็นน้ำใจของชายหนุ่มรุ่นลูกก็ซาบซึ้งจึงพยักหน้ายอมรับ
“พวกทหารคงกำลังตามพวกเราใกล้เข้ามาแล้ว รีบไปกันต่อเถอะ” จื่อหลงบอกกับทุกคนและหันไปหาอี้หลาน “เจ้ายังไหวใช่ไหม” ชายหนุ่มแสดงความห่วงใยออกมาทางสายตาและก้มลงดูบาดแผลที่อยู่บนมือ พอเห็นบาดแผลของนางก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก แต่ถึงจะรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร จื่อหลงก็ไม่คิดที่จะเคืองโกรธ แต่กลับคิดอวยพรให้คนๆนั้นตามไปช่วยคนที่รักได้สำเร็จเหมือนที่เขาได้ทำไปแล้ว
“ข้ายังไหวคะ” นางตอบพร้อมรอยยิ้ม จนทำให้จื่อหลงรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้ และจึงบอกให้ทุกคนรีบไปกันต่อโดยมีจอมยุทธ์เซี่ยงวิ่งนำหน้าตามด้วยฟู่เจี้ยนที่แบกอำมาตย์ไป๋ อี้หลานและจื่อหลง ทั้งหมดยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นใด หากแต่เมื่อยังมีลมหายใจพวกเขาก็ยังมีความหวังที่จะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปได้ แม้ว่ามันจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:35 pm

แสงจันทร์เสี้ยวที่รอบล้อมไปด้วยดวงดาวดวงน้อยระยิบระยับเต็มท้องฟ้ากว้างยามราตรี ความเงียบและมืดมิดท่ามกลางป่าเขาหากแต่ยังมีแสงสว่างจากกองไฟเล็กๆถูกจุดขึ้นมาเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นจากหยาดน้ำค้าง ลู่ฟงจอดรถม้าพักค้างแรมที่นี่มาสองวันแล้วโดยที่ไม่ได้เดินทางต่อ ด้วยความเป็นห่วงอี้เซียงที่ร่างกายเริ่มจะทนรับต่อไปไม่ไหว ทำให้ลู่ฟงไม่กล้าที่จะเสี่ยงรีบเร่งเดินทางต่อไปกลัวว่าจะกระทบถึงทารกที่อยู่ในครรภ์ของนาง ทั้งที่รู้เด็กคนนั้นเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของศัตรูหัวใจ แต่ลู่ฟงก็ไม่ใจร้ายพอที่จะทนเห็นอี้เซียงเสียเด็กคนนี้ไปได้ เขาตั้งใจไว้แล้วที่จะไม่คิดร้ายต่อลูกของลี่หู ถึงแม้ในวันข้างหน้าหากเด็กคนนี้เกิดมามันก็คงเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ แต่เมื่ออี้เซียงคือหญิงสาวที่เขารักอย่างไม่มีเงื่อนไขแล้ว เด็กที่กำลังจะเกิดย่อมเป็นลูกของเขาเหมือนกัน เขาควรจะรักและดูแลเด็กคนนี้ ไม่ควรปล่อยให้ความโกรธเกลียดเข้ามาครอบงำจนไปทำร้ายเด็กที่บริสุทธิ์เป็นครั้งที่สอง ชายหนุ่มใช้เวลาคิดใคร่ครวญมาตลอดทางจนแน่ใจแล้วว่าเขาควรจะเริ่มต้นใหม่ เป็นลู่ฟงที่คู่ควรจะได้รับความรักจากอี้เซียง แม้ไม่ใช่วันนี้แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าจะต้องมีสักวันที่เขาจะได้เป็นเจ้าของอี้เซียงโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มเงยหน้ามองดาวบนฟ้าแล้วก็ยิ้มเมื่อนึกถึงอนาคตที่งดงามที่เขาวาดเอาไว้ แต่ความฝันของเขาก็ต้องสะดุดเมื่อได้ยินเสียงของอี้เซียงละเมอร้องเรียกหาบิดาและพี่สาวดังมาจากด้านในรถม้า ทำให้ลู่ฟงที่นั่งเฝ้าอยู่ด้านนอกรีบลุกขึ้นและเข้าไปดู จึงได้เห็นอี้เซียงนอนละเมอตัวสั่นร้องไห้ ทำให้เขาต้องรีบประคองนางขึ้นมากอดไว้แนบอกเพื่อเรียกขวัญ
“ท่านพ่อ พี่รอง อย่าไป อย่าทิ้งข้าไป” หญิงสาวที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มยังคงละเมอเรียกหาพ่อและพี่สาว ในขณะที่ลู่ฟงทำได้เพียงพูดปลอบนางด้วยเสียงที่แผ่วเบาว่ามันเป็นเพียงความฝัน
“ท่านพ่อ พี่รอง อย่าทิ้งข้าไป ข้ากลัว”
“ไม่ต้องกลัว ข้าอยู่กับเจ้าตรงนี้ จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าได้ทั้งนั้น” ลู่ฟงค่อยๆลูบหัวของอี้เซียงอย่างแผ่วเบา ประทับสัมผัสอุ่นที่หน้าผากของหญิงสาวที่เวลานี้เหมือนเด็กน้อยที่กำลังหาที่พึ่งพิงที่อบอุ่นจึงได้กอดลู่ฟงไว้แน่น ลู่ฟงกระชับอ้อมแขนให้มากขึ้นด้วยหัวใจที่พองโต เมื่อกำลังคิดว่าอี้เซียงคงใจอ่อนให้เขาแล้ว แต่ทว่าความฝันที่แสนหวานก็พังทลายลงในพริบตาเมื่อยามที่อี้เซียงซุกกายภายใต้อกอุ่นของเขา นางกลับเพ้อถึงคนที่ลู่ฟงไม่อยากได้ยิน
“พี่ลี่หู ข้าคิดถึงท่าน” เพียงชื่อ ‘ลี่หู’ ก็เป็นเหมือนเข็มทิ่มแทงใจของลู่ฟงจนให้รู้สึกเจ็บจนเกินพอแล้ว แต่ยังมีคำว่า ‘คิดถึง’ มันยิ่งทำให้ลู่ฟงเจ็บจนทนไม่ได้ คำพูดประโยคนี้ทำให้ลู่ฟงรู้ดีว่าอี้เซียงไม่เคยลืมเลือนลี่หู แม้ว่าลี่หูจะทำร้ายนางทั้งกายและใจ นางก็ยังเฝ้าถวิลหาแม้ยามหลับตานางก็ยังฝันถึง ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้ความอ่อนโยนของลู่ฟงมลายหายไปจนสิ้น สายตาของเขาแดงก่ำเมื่อคลายอ้อมแขนออกจากร่างของอี้เซียงที่ยังคงไม่รับรู้ถึงหัวใจที่ถูกทำร้ายของชายหนุ่ม ในยามที่ลู่ฟงถอยห่างจากร่างที่นอนสั่นสะท้านของอี้เซียงออกมาอย่างไม่สนใจใยดีจนพ้นจากตัวรถม้า มือทั้งสองข้างของเขากำไว้แน่นเพื่อระงับความโกรธ ทั้งที่รู้ว่าเวลานี้อี้เซียงกำลังไม่สบายและต้องการให้ใครสักคนดูแล แต่ลู่ฟงกลับคิดว่านั่นไม่ใช่ตัวเขา..ที่คงเป็นได้แค่เงาของผู้ชายที่อี้เซียงรักจนหมดหัวใจ

ณ สถานที่นัดหมายของมือสังหารปีศาจเงิน บัดนี้มีเพียงหม่าถงที่ยืนรับคำสั่งของนายใหญ่อยู่เพียงลำพัง ขุนพลเจิ้นที่ไม่จำเป็นต้องปกปิดหน้าตาที่แท้จริงของตนภายใต้หน้ากากสีเงินอีกต่อไปแล้ว ฉายแววตาเกรี้ยวกราดไปยังหม่าถงและถามถึงหยูเยี่ยนที่ไม่เห็นนางปรากฏตัวอยู่ที่นี่ แต่ในขณะที่หม่าถงกำลังอ้ำอึ้งเพื่อจะหาคำพูดแก้ต่างให้พี่รองของตน หยูเยี่ยนก็เดินทางมาถึงอย่างทันเวลา
“พวกเจ้าสองคนมีส่วนรู้เห็นเหตุการณ์ณ์ในวันนี้ใช่ไหม โดยเฉพาะเจ้า..หยูเยี่ยน เจ้าก็สมรู้ร่วมคิดกับพวกมันด้วยใช่ไหม” ขุนพลเจิ้นตะโกนถามใส่หน้าหยูเยี่ยนเสียงดังลั่น หากแต่หญิงสาวหาได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางยังคงเรียบเฉย มิเคยรู้สึกร้อนหรือหนาว
“เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้าน้อยไม่มีส่วนรู้เห็น”
“ยังจะมีหน้ามาปฎิเสธ ก็ในเมื่อเจ้าคิดจะช่วยจื่อหลงมาโดยตลอด แล้วยังจะมาบอกว่าไม่รู้ได้ยังไง”
“ข้าน้อยคิดจะช่วยพี่ใหญ่เป็นเรื่องจริง หากแต่เวลานี้ข้าน้อยมีความผิดติดตัว ย่อมมิกล้าทำความผิดเป็นครั้งที่สอง และถ้าข้าช่วยพี่ใหญ่ในเวลานี้นั่นก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้เขาไปช่วยอี้หลาน ซึ่งนั่นมิใช่ความต้องการของข้าแม้แต่น้อย หากจะคิดช่วยพี่ใหญ่จริงๆ ข้าน้อยย่อมรอจนถึงเวลาให้อี้หลานได้ตกตายไปต่อหน้าเสียก่อนแล้วถึงค่อยลงมือก็ยังมิสาย ถึงตอนนั้นแม้ให้ต้องเสี่ยงกับการให้นายท่านเอาชีวิต ข้าน้อยก็เต็มใจคะ” หยูเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบชัดถ้อยชัดคำ สีหน้าและแววตาของนางทำให้ขุนพลเจิ้นยอมเชื่อนางขึ้นมาได้เล็กน้อย เพราะแต่ไหนแต่ไรมาหยูเยี่ยนคิดเช่นไรก็ย่อมจะทำเช่นนั้น หากนี่คือความคิดที่ไร้การเสแสร้ง มันก็เชื่อถือได้
“แล้วจะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้คอยแอบช่วยเหลือ”
“เรื่องนี้ข้าน้อยเป็นพยานได้ขอรับ เพราะพี่รองอยู่ในสายตาของข้าตลอดเวลา ตามคำสั่งของนายท่านขอรับ” หม่าถงพูดโกหกเพื่อช่วยหยูเยี่ยน นางไปไหนทำอะไร ทำไมเขาจะไม่รู้ เพียงแต่สิ่งที่นางทำไปก็ใช่ว่าจะผิดเสียทีเดียว เพราะเท่าที่หม่าถงรู้ก็เพียงเรื่องที่หยูเยี่ยนสะกดรอยตามลู่ฟงให้ลี่หูเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นล้วนเป็นลี่หูที่ลงมือ ซึ่งหม่าถงคิดว่าหยูเยี่ยนไม่ควรต้องมารับผิดชอบ เขาถึงได้กล้าพูดโกหกต่อหน้าผู้เป็นนาย
“ให้มันเป็นแบบนั้นก็แล้วไป” น้ำเสียงของขุนพลเจิ้นอ่อนลงหากแต่ยังทรงพลังและจึงบอกกับทั้งสองคนถึงงานที่จะมอบหมายให้ทำหลังจากนี้ ขุนพลเจิ้นออกคำสั่งให้หม่าถงรีบตามลี่หูที่กำลังไปหาลู่ฟง ให้เขาช่วยลู่ฟงรับมือกับลี่หู ส่วนหยูเยี่ยนนั้นไม่ได้รับคำสั่งให้ทำสิ่งใดทั้งนั้น หากแต่ที่เรียกตัวมาพบก็เพื่อต้องการให้นางอยู่ในบริเวณที่กำหนด เพื่อป้องกันนางแอบไปช่วยจื่อหลงที่กำลังหลบหนี ซึ่งเวลานี้แค่กำลังพวกทหารที่ออกตามล่าก็มากพออยู่แล้ว ขุนพลเจิ้นจึงไม่จำเป็นต้องส่งใครไปไล่ล่าติดตาม หากแต่เพียงป้องกันไม่ให้หยูเยี่ยนตามไปช่วยก็พอ เพราะเมื่อใดที่พวกของจื่อหลงหมดทางหนี เมื่อนั้นก็จะถึงเวลาที่ขุนพลเจิ้นจะออกหน้าลงมือกำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดด้วยตัวเอง

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:35 pm

อีกฟากฟ้าภายใต้พระจันทร์ดวงเดียวกัน จื่อหลง ฟู่เจี้ยน จอมยุทธ์เซี่ยง อำมาตย์ไป๋และอี้หลานนอนพักผ่อนอยู่ภายในวัดร้างเขตเมืองไคฟง หลังจากพากันหลบหนีมาได้ ฟู่เจี้ยนก็ไปหาเสื้อผ้ามาให้อำมาตย์ไป๋และอี้หลานเปลี่ยน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องอยู่ในชุดนักโทษให้เป็นที่ผิดสังเกต พวกเขาทั้งหมดหลบพักเอาแรงอยู่ที่นี่เพื่อหาทางออกจากเมืองไคฟงไปให้ได้ในวันรุ่งขึ้น ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนักเมื่อขุนพลเจิ้นสั่งให้ทหารเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกอย่างเข้มงวดบริเวณประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ยังไม่รวมทหารและมือปราบที่ออกตรวจค้นจนทั่ว ทำให้เวลานี้จอมยุทธ์ทั้งสามคนต้องผลัดเปลี่ยนกันเป็นยามดูแลความปลอดภัยให้สองพ่อลูกแซ่ไป๋ แต่ด้วยความห่วงใยถึงลูกสาวอีกคนของท่านไป๋ แม้เวลาจะล่วงเลยจนดึกมากแล้ว ท่านก็ยังมิอาจข่มตานอนหลับพักผ่อนได้ จึงได้ขอร้องกับจอมยุทธ์ทั้งสามว่าถ้าหากสามารถออกไปจากเมืองไคฟงได้เมื่อใด ก็ขอให้ช่วยท่านไปตามหาลูกสาวคนเล็ก หลังจากจื่อหลงได้ยินเช่นนั้นจึงได้บอกไปตามความจริงว่าเวลานี้อี้เซียงอยู่กับลู่ฟงและลี่หูก็กำลังติดตามไปช่วยนาง ขอให้ท่านไป๋มิต้องเป็นห่วง แต่เมื่อท่านไป๋รู้ได้แบบนี้กลับกลายเป็นว่าท่านยิ่งเป็นห่วงอี้เซียงมากขึ้น
“ลี่หูไปช่วยอี้เซียงทั้งที่เจ้าก็รู้ว่าเขาเป็นลูกชายของขุนพลเจิ้น แล้วแบบนี้เจ้ายังจะบอกให้ข้าไม่ต้องเป็นห่วงอีกรึไง” ท่านไป๋สีหน้าเคร่งเครียดจ้องหน้าจื่อหลงอย่างเอาเรื่อง “แล้วลี่หูก็เป็นมือสังหารอันดับสาม ฉายาพยัคฆ์ขาวใช่ไหม” ท่านไป๋ถามอย่างคาดคั้นจนอี้หลานที่นั่งอยู่ข้างบิดาต้องบอกให้ท่านใจเย็นลงก่อน
“ใช่ครับ ลี่หูเป็นมือสังหารแต่นั่นก็เป็นอดีตสำหรับเขาไปแล้ว เพราะในวันนี้ลี่หูได้ยอมวางกระบี่ที่อยู่ในมือและยืนอยู่คนละฝ่ายกับบิดาของตนเองได้ นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเขาได้กลับตัวเป็นคนใหม่ และไม่คิดร้ายกับใครอีกแล้ว โดยเฉพาะกับอี้เซียง คนที่เขารักมากที่สุด เขาย่อมที่จะปกป้องนางด้วยชีวิต และเพราะเหตุนี้ข้าถึงได้มั่นใจว่าถ้าอี้เซียงอยู่กับลี่หู มีเขาคอยดูแล นางจะต้องปลอดภัยจนไม่มีสิ่งใดให้ต้องเป็นห่วงครับ”
“แต่ลี่หูคือคนที่ฆ่าเทียนเซิ่น เขาทำร้ายอี้เซียง ข้าจะไม่มีวันยอมยกโทษให้เขาเป็นอันขาด” ท่านไป๋พูดเสียงแข็ง ใจของท่านยังนึกโกรธลี่หูจนเกินกว่าจะให้อภัยได้
“ท่านพ่อคะ ถึงพี่ลี่หูจะเป็นคนที่สังหารพี่ใหญ่ ถึงเขาจะทำร้ายน้องเซียง แต่นั่นก็เพราะถูกขุนพลเจิ้นสั่งให้ทำทั้งนั้น ถ้าจะโทษก็ต้องโทษขุนพลเจิ้นนะคะ” อี้หลานพยายามช่วยพูดแก้ต่างให้ลี่หู หลังจากที่เริ่มจะเข้าใจลี่หู
“ใช่ครับ ขุนพลเจิ้นเป็นคนสั่งให้ลี่หูไปสังหารคุณชายใหญ่และก็เป็นคนสั่งให้จื่อหลงไปสังหารท่านพ่อของข้าด้วย ถึงจะมีเหตุมีผล แต่คนที่รู้ว่ามันไม่ถูกแล้วยังทำผิดแบบนี้ สมควรที่จะได้รับการให้อภัยหรอครับ” ฟู่เจี้ยนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจื่อหลงพูดแทรกขึ้นมา แม้น้ำเสียงของเขาจะราบเรียบ หากแต่ประโยคที่พูดกลับบอกให้รู้ว่าเขาก็ยังไม่ยอมให้อภัยจื่อหลงเหมือนกัน
“ถ้าคุณชายฟู่ต้องการชีวิตของข้า ข้าก็ยินดีจะมอบให้ เพียงแต่เวลานี้ข้าคงต้องขอเก็บชีวิตของข้าไว้ก่อน เพราะข้ายังจำเป็นต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์เพื่อขัดขวางแผนการของขุนพลเจิ้นและช่วยเหลือใต้เท้าให้ได้”
“ข้าก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผลขนาดนั้น เอาไว้เสร็จงานนี้เมื่อไหร่ ข้าจะมาทวงถามความยุติธรรมให้ท่านพ่อกับท่านแน่ๆ” ฟู่เจี้ยนพูดด้วยน้ำเสียงปกติหากแต่สายตาแข็งกร้าว
“ได้ ตกลงตามนี้” จื่อหลงตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังเสียจนอี้หลานหันไปมองด้วยความเป็นห่วง ด้วยกลัวว่าหากวันนั้นมาถึง จื่อหลงจะมอบชีวิตให้กับฟู่เจี้ยนจริงๆ
“ข้าคิดว่าตอนนี้เราควรจะวางเรื่องบุญคุณความแค้นไว้ก่อนดีกว่าไหมคะ เพราะหลังจากนี้ไปทางขุนพลเจิ้นคงจะยิ่งรีบดำเนินการตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด ซึ่งเราก็มิอาจคาดเดาได้ว่าผลที่ตามมาจะร้ายแรงแค่ไหน ถ้าพวกเราสามารถออกจากเมืองหลวงไปได้ ข้าจึงมีความคิดว่าพวกเราควรรีบหาทางขัดขวางแผนการของขุนพลเจิ้นให้โดยเร็วที่สุดค่ะ”
“ที่คุณหนูเสนอมาข้าก็เห็นด้วยทุกอย่าง เอาเป็นว่าเรื่องของขุนพลเจิ้น ข้ากับพี่เซี่ยงจะตามต่อหลังจากที่พาใต้เท้ากับคุณหนูไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว เพราะในเมื่อข้าได้สืบเรื่องการตายของท่านพ่อและคุณชายใหญ่จนรู้อะไรมาตั้งเยอะ ถ้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียตอนนี้ ก็คงจะทำไม่ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าคนฉลาดอย่างขุนพลเจิ้นจะหาทางรับมืออย่างไรบ้าง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ข้ายังลำบากใจอยู่มิใช่น้อย” ฟู่เจี้ยนกอดอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ถึงเขาจะสืบรู้อะไรมาเยอะ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวขุนพลเจิ้นสักชิ้น
“ถ้าต้องการจะเอาชนะคนผู้นี้จริงๆก็คงมีเพียงคนเดียวที่จะช่วยได้ แต่น่าเสียดายนักที่เขาไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายพวกนี้อีกแล้ว เห็นทีคงต้องตามหาคนของแคว้นเหลียวที่ติดต่อกับขุนพลเจิ้นให้เจอ บางทีพวกเราอาจจะมีทางเอาผิดขุนพลเจิ้นก็ได้” จื่อหลงเสนอความคิดเห็น
“แล้วเราจะไปตามหาคนของแคว้นเหลียวคนนั้นได้ที่ไหนกันล่ะ แล้วท่านเคยเห็นหน้าคนๆนั้นรึไง” ฟู่เจี้ยนแย้ง ซึ่งมันก็ถูกอย่างที่เขาพูดทุกอย่าง เพราะคนของแคว้นเหลียวที่เอ่ยถึงคนนั้น จื่อหลงรู้เพียงชื่อเมื่อครั้งที่ขุนพลเจิ้นเอ่ยถึง หากแต่หน้าตายังไม่เคยเห็นสักครั้ง
“ถ้าอย่างงั้นก็คงจะมีแต่เขาคนเดียว ซึ่งข้าคิดว่า...เขาคง”

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:36 pm

“ไม่ยอมช่วย” อี้หลานพูดแทนจื่อหลงเมื่อเขาไม่พูดต่อ “เพราะคงไม่มีลูกคนไหนที่จะให้ร้ายพ่อของตัวเองได้ใช่ไหมคะ”
“นี่เจ้ากำลังหมายถึงลี่หูอย่างงั้นเหรอ..อี้หลาน” อำมาตย์ไป๋ย้อนถามลูกสาวด้วยเสียงสูง “เจ้าอย่าไปคิดหวังพึ่งคนๆนี้เลย คนอย่างลี่หูเชื่อใจไม่ได้ ถึงตอนนี้เขาจะทำทีหลบหน้าหนีไป ก็ใช่ว่าเขาจะคิดวางมือจริงๆ ลูกเสือยังไงก็ยังเป็นลูกเสืออยู่ดี ไม่มีทางกลายเป็นลูกแมวไปได้หรอกนะ”
“ท่านพ่อคะ คนผิดที่รู้จักสำนึกกลับตัวเป็นคนดีได้ เราก็ควรจะให้อภัยและให้โอกาสเขานะคะ” อี้หลานเห็นพ่อโมโหก็ใช้มือลูบแขนของท่านเบาๆเพื่อให้ท่านใจเย็นลงก่อน
“ถ้าเป็นคนอื่นพ่อให้อภัยได้ แต่ถ้าเป็นลี่หู พ่อให้อภัยไม่ได้” ท่านไป๋พูดออกมาอย่างชัดเจนแล้วหันไปบอกจื่อหลงกับฟู่เจี้ยนว่าถ้าออกนอกเมืองไปได้เมื่อใด นอกจากจะหาทางขัดขวางขุนพลเจิ้นให้ได้แล้ว ยังขอร้องให้พวกเขาช่วยสืบหาอี้เซียงด้วย เพราะท่านไม่ไว้ใจลี่หู กลัวว่าลี่หูจะทำร้ายอี้เซียง จื่อหลงรู้ทั้งรู้ว่าลี่หูจะไม่มีวันทำเช่นนั้นอีกแล้วก็ไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้ คงต้องรอจนกว่าอำมาตย์ไป๋จะใจเย็นลง เขาถึงค่อยหาโอกาสอธิบายให้ท่านเข้าใจ หลังจากนั้นอี้หลานก็เปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้พ่อโมโหโดยการถามถึงหนทางที่จะออกไปจากเมืองหลวงให้ได้ในวันรุ่งขึ้น ฟู่เจี้ยนจึงได้เดินไปตามจอมยุทธ์เซี่ยงที่เป็นยามเฝ้าอยู่ด้านนอกเพื่อปรึกษาหารือกัน เมื่อได้แผนแล้วฟู่เจี้ยนก็เปลี่ยนกับจอมยุทธ์เซี่ยงไปเฝ้ายามแทน ส่วนอี้หลานก็บอกให้พ่อนอนพักผ่อนเอาแรง รอจนสักพักเมื่อผู้อาวุโสหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย อี้หลานจึงออกไปนั่งชมจันทร์อยู่ด้านนอก
“ทำไมเจ้าถึงไม่พักผ่อน นี่ก็ดึกมากแล้วนะ” จื่อหลงที่เดินตามออกมาอย่างเงียบๆเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มรู้ว่านางกำลังไม่สบายใจ
“ข้านอนไม่หลับค่ะ ข้าเป็นห่วงน้องเซียง ไม่รู้ว่าป่านนี้นางจะเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้านึกแล้วเชียวว่าเหตุผลที่ทำให้เจ้านอนไม่หลับจนต้องมานั่งชมจันทร์ก็เพราะห่วงน้อง แล้วถ้าเดาไม่ผิดเจ้าก็คงนอนไม่หลับแบบนี้มาหลายคืนแล้วนะสิ” ชายหนุ่มนั่งลงด้านข้างหญิงสาวและพูดหยอกล้อเพื่อให้นางคลายความกังวล ซึ่งนางก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยให้ชายหนุ่ม
“ตอนแรกที่ข้าไม่รู้ว่าทั้งหมดเป็นแผนของพี่ลี่หูที่คิดจะตบตาขุนพลเจิ้น ข้าก็เหมือนท่านพ่อที่โกรธเขามากจนมิอาจจะยกโทษให้เขาได้ แต่พอมารู้แบบนี้แล้วความโกรธที่เคยมีก็เลยน้อยลงไป แม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนที่ฆ่าพี่ใหญ่ แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ข้าก็เลยไม่คิดที่จะโกรธเขาอีก แต่ท่านพ่อ..เห็นท่าทางของท่านแล้ว ข้าก็อดห่วงไม่ได้ว่าถ้าเมื่อใดที่พี่ลี่หูพาน้องเซียงกลับมา เขาอาจจะเข้าหน้าท่านพ่อไม่ติดก็ได้ค่ะ” อี้หลานถอนหายใจอย่างนึกเป็นห่วง แล้วคนที่จะลำบากใจที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคนกลางอย่างอี้เซียงเป็นแน่
“มีเรื่องนึงที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าและก็ไม่กล้าที่จะบอกใต้เท้าด้วย”
“เรื่องอะไรหรอค่ะ” อี้หลานหันหน้ามาหาจื่อหลงด้วยแววตาสงสัย
“เรื่องที่...ลี่หูตามไปช่วยอี้เซียง แต่เขาไม่คิดที่จะพานางกลับมาหาเจ้ากับใต้เท้าไป๋อีกแล้ว” คำพูดของจื่อหลงทำให้แววตาของอี้หลายฉายแวววิตกกังวลอยู่ไม่น้อย และถามว่าทำไมถึงได้เป็นเช่นนั้น ถึงลี่หูจะไม่ต้องการรับรู้การกระทำของขุนพลเจิ้นก็ไม่ควรที่จะพาอี้เซียงหนีไป แต่จื่อหลงที่เข้าใจความรู้สึกของลี่หูดี จึงได้พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ “ที่ผ่านมาข้าอาจจะอ่านใจของลี่หูไม่ออก แต่คราวนี้ข้ามั่นใจว่าข้าเดาใจเขาได้ไม่ผิดพลาด อี้หลาน..ความจริงคนที่จะต้องลงมือสังหารพี่ชายของเจ้าก็คือตัวข้า แต่ตอนนั้นลี่หูที่ต้องการจะพิสูจน์ตัวเอง เขาต้องการที่จะเอาชนะข้าให้ได้ ทำให้ลี่หูท้าประลองกับข้าเพื่องานชิ้นนี้ และผลออกมาลี่หูเป็นฝ่ายแพ้ แต่ข้าก็ไม่ต้องการให้ความบาดหมางของเราสองคนมีมากไปกว่านี้ ทำให้ข้าตัดสินใจมอบงานชิ้นนั้นให้เขาไปทำ ซึ่งหลังจากนั้นลี่หูก็ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้ขึ้นมาอยู่เหนือข้า ทำทุกทางเพื่อที่จะได้มาซึ่งอำนาจ ความร้ายกาจของเขาทำให้ข้าคิดว่าลี่หูคงก้าวไปไกลจนเกินกว่าจะย้อนกลับมาได้อีกแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น จิตใจที่แข็งกระด้างและความคิดที่อยากจะเอาชนะของลี่หูถูกอี้เซียงทำลายไปจนหมดสิ้น ลี่หูยอมทิ้งทุกอย่างเพื่ออี้เซียงอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นเป็นเพราะเขารักอี้เซียงมาก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่ต้องการเป็นคนอกตัญญู ลี่หูรู้ดีว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาเลือกอี้เซียง เมื่อนั้นเขาก็จะต้องยืนอยู่คนละฝ่ายกับขุนพลเจิ้น สุดท้ายเขาถึงได้เลือกรักษาทั้งสองอย่างไว้โดยการพาอี้เซียงไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตามลำพังโดยไม่คิดจะย้อนกลับมา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีส่วนรู้เห็นในความผิดของขุนพลเจิ้นอีกต่อไป” จื่อหลงกล่าวถึงประโยคนี้ก็หยุดพูดแล้วจึงยื่นมือไปกุมมือของอี้หลานเอาไว้ “ถ้าเป็นไปได้ข้าก็อยากทำเหมือนลี่หู ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายในโลกภายนอก อี้หลาน..ถ้าข้าสามารถจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เจ้าจะสามารถใช้ชีวิตที่เรียบง่ายร่วมกับข้าได้ไหม” ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวด้วยสายตาที่อ่อนโยน
“ท่านเห็นข้าเป็นคุณหนูที่จะทนความลำบากไม่ได้รึไง ถึงได้ถามแบบนี้” หญิงสาวพูดพลางยิ้มเขิน
“ก็เป็นเจ้าเป็นคุณหนูนะสิ ข้าถึงได้ถามดูก่อน”
“ข้ากำลังคิดว่าถ้าพี่ลี่หูตามไปช่วยน้องเซียงมาจากลู่ฟงได้เมื่อไหร่ ตอนนั้นน้องเซียงคงจะมีความสุขมากที่ได้อยู่กับคนที่นางรักและรักนางมากถึงขนาดนี้ ถึงแม้จะต้องลำบากแค่ไหน ข้าก็เชื่อว่าน้องเซียงกับพี่ลี่หูจะต้องมีความสุขจนพวกเราพากันอิจฉาเชียวค่ะ” หญิงสาวเงยหน้ามองดูดาวบนฟ้า ยิ้มอย่างมีความสุขด้วยใบหน้าที่เป็นสีแดงระเรื่อ
“ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ แต่ไยเจ้ากลับเฉไฉไปเรื่องของอี้เซียงได้อีกล่ะ”
“ก็ข้ากำลังจะบอกว่า..ถ้าหากเราได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก ต่อให้ต้องลำบากแค่ไหน ชีวิตก็ยังมีความสุข พี่หลง..ความสุขชั่วชีวิตของข้าคงต้องฝากไว้ที่ท่านแล้วนะคะ”

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:37 pm

“ข้ายินดีรับฝากตลอดชีวิต” จื่อหลงดึงร่างของอี้หลานเข้ามาแนบอกและยิ้มอย่างมีความสุข “เจ้าไม่โกรธข้าใช่ไหม ที่ครั้งนึงข้าเกือบจะเป็นคนที่สังหารพี่ชายของเจ้า”
“ขนาดคนที่ลงมือข้ายังไม่โกรธ แล้วข้าจะไปโกรธคนที่เกือบจะได้ลงมือได้ยังไงล่ะคะ” อี้หลานซบหน้าลงในอ้อมกอดของชายหนุ่ม “พี่หลง..แล้วเรื่องที่ท่านสัญญากับฟู่เจี้ยนไว้ล่ะคะ อย่าบอกนะว่าท่านจะทำแบบนั้นจริงๆ” คำพูดประโยคนี้ของหญิงสาวมีความห่วงกังวลอยู่อย่างมาก ซึ่งจื่อหลงก็รับรู้จึงได้กระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น
“ในเมื่อมันยังไม่ถึงวันนั้น เจ้าก็อย่าเพิ่งไปคิดถึงมันเลย”
“แต่ข้าเป็นห่วง ยังไงก็อดคิดไม่ได้นี่ค่ะ” จื่อหลงผละร่างบอบบางของอี้หลานออกจากอ้อมกอดแล้วจึงใช้มือเกลี่ยไรผมที่ข้างแก้มอย่างแผ่วเบา
“ข้ารับปากที่จะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตแล้ว ข้าก็ต้องรักษาสัญญาจะผิดคำพูดไม่ได้ บางที..ความบาดหมางระหว่างข้ากับฟู่เจี้ยนอาจจะไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงก็ได้นะ ลูกผู้ชายคุยกันก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่แทนคำพูดเสมอไป เจ้าวางใจเถอะ” จื่อหลงพยายามพูดให้อี้หลานสบายใจขึ้น ซึ่งก็ทำให้นางสามารถยิ้มออกมาได้บ้าง หากแต่สายตายังวิตกกับเรื่องนี้อยู่
“มือเจ้ายังเจ็บอยู่ไหม ข้าจะช่วยล้างแผลใส่ยาให้นะ” ชายหนุ่มพูดจบประโยคก็ลุกขึ้นไปหยิบน้ำและผ้าสะอาดด้านใน แล้วจึงรีบออกมาหาอี้หลานที่ยังนั่งรออยู่
“ลี่หูฝากยาสมานแผลอย่างดีมาให้เจ้าและฝากขอโทษเจ้าด้วย” จื่อหลงบอกกับอี้หลานในขณะที่ค่อยๆล้างแผล
“ข้าเข้าใจความจำเป็นของเขาค่ะ แต่ก็อดเคืองไม่ได้ที่เขาทำร้ายน้องเซียง ทำให้น้องเซียงต้องร้องไห้”
“แต่เขาก็เสียใจมากเลยนะที่ต้องทำแบบนั้น” จื่อหลงยิ้มด้วยเข้าใจความรักของอี้หลานที่มีต่อน้องสาว “อี้เซียงเจ็บ แต่ลี่หูเจ็บเป็นร้อยเท่า เจ้าก้อย่าไปเคืองเขาเลยน่า” ชายหนุ่มพูดต่อในขณะที่กำลังใส่ยา
“ข้ารู้แล้วๆ เดี๋ยวนี้อะไรก็ช่วยพูดเข้าข้างกันไปเสียหมดเลยนะคะ”
“ก็แหม..ถ้าไม่ช่วยพูดแก้ต่างให้น้องเขย แล้วจะให้ข้าไปช่วยพูดแก้ต่างให้ใครอีกล่ะ” จื่อหลงเงยหน้าขึ้นมาพูดแล้วก้มหน้าทำแผลให้อี้หลานต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“น้องเขย..พี่ลี่หูไปเป็นน้องเขยของท่านตอนไหน”
“ก็หลังจากที่ข้าแต่งงานกับเจ้านี่แหละ เขาก็จะเป็นน้องเขยของข้าแล้ว รึว่ามันไม่จริง” จื่อหลงที่ไม่เคยพูดเล่นกับใครมาก่อน พอพูดประโยคนี้ออกมาได้เท่านั้น ทำให้อี้หลานหัวเราะปนความเขิน
“พี่หลง..ท่านนี่นะ” อี้หลานยื่นมือข้างขวาที่จื่อหลงใส่ยาให้เสร็จแล้วจะไปตีที่ต้นแขนของชายหนุ่ม แต่ว่านางก็ยังไม่ทันได้ตีเพราะจื่อหลงร้องทักขึ้นมาก่อนว่านางไม่กลัวเจ็บแผลรึไง ทำให้นางทำได้เพียงเขินหน้าแดงเท่านั้น “แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่สักหน่อย” นางพูดต่อแล้วทำเป็นมองไปทางอื่น
“เป็นว่าที่น้องเขยก็ได้” เขายิ้มอย่างนึกขำตัวเองอยู่เหมือนกัน ที่สามารถหาคำพูดแบบนี้ขึ้นมาได้ ทั้งที่มันไม่ใช่นิสัยของเขาที่ชอบพูดติดตลกแม้แต่น้อย “เสร็จเรียบร้อย ใส่ยาล้างแผลทุกวันแบบนี้ เดี๋ยวก็หาย”
“ขอบคุณค่ะ” นางหันใบหน้าที่ยังเป็นสีแดงระเรื่อกลับมาหาจื่อหลง ที่ยิ้มรับคำขอบคุณจากหญิงสาว สองคนใช้เวลานั่งคุญและชมจันทร์กันอีกสักพัก จนจื่อหลงเห็นว่าอี้หลานคงจะสบายใจแล้วจึงได้บอกให้นางเข้าไปพักผ่อนด้านใน เพื่อที่เขาจะได้ไปผลัดเปลี่ยนกับฟู่เจี้ยนให้อีกฝ่ายได้เข้ามาพักผ่อนเก็บแรงไว้ในวันรุ่งขึ้นที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วยาม
แสงแดดยามสายของเช้าวันใหม่ ที่บริเวณประตูเมืองทิศเหนือมีทหารเฝ้าตรวจตราชาวบ้านที่เดินผ่านเข้าออกอย่างเข้มงวด ชนิดที่ว่าแม้แต่แมลงวันสักตัวก็คงมิอาจจะหลุดรอดสายตาไปได้ ในขณะที่ชาวบ้านคนอื่นเดินผ่านเข้าออกกันไปคนแล้วคนเล่า ชายแก่คนหนึ่งพร้อมด้วยลูกสาวที่มีผ้าคุมหน้าและร่างกายนั่งอยู่บนรถเข็นกำลังถูกพามาที่ประตูเมือง พวกทหารเห็นแล้วก็เข้ามาตรวจดูตามหน้าที่
“พวกเจ้าจะไปไหน” ทหารคนนั้นถาม ชายหนุ่มที่ไว้หนวดเคราที่เป็นคนเข็นรถเข็น
“พี่ชายคือข้ากำลังจะพาสองพ่อลูกคู่นี้ไปจากเมืองหลวง เพราะว่าพวกเขาเป็นฝีดาษ นี่ลูกสาวก็อาการหนักมากจนแทบจะไม่รอดอยู่แล้วครับ” ทหารคนนั้นพอได้ยินคำตอบก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ ด้วยท่าทางนึกรังเกียจ ชายแก่ที่นั่งประคองลูกสาวอยู่บนรถเข็นเห็นเช่นนั้นก็เปิดผ้าคุมหน้าออกเล็กน้อย เพื่อเผยให้เห็นร่องรอยของโรคฝีดาษ ทำให้ทหารคนนั้นถึงกลับถอยห่างออกไป แต่ก็ยังมิวายที่จะดูให้ละเอียด
“ไหนๆ เปิดผ้าคุมหน้าออกให้หมดสิ” ทหารคนนั้นสั่งพร้อมทั้งเอารูปเหมือนของอำมาตย์ไป๋ อี้หลานและจื่อหลงมารอไว้ ในขณะที่ชายแก่ก็เปิดผ้าคุมหน้าของตนเองและลูกสาวออกจนหมด เผยให้เห็นอาการของโรคที่เป็นผื่นขึ้นอย่างชัดเจน จนทหารคนนั้นต้องยื่นหน้าดูอยู่ห่างๆอย่างพินิจพิจารณา และหลังจากนั้นนายทหารก็เดินมาดูหน้าของชายหนุ่มที่ไว้หนวดเคราแล้วก็กลับไปดูหน้าของสองพ่อลูกอีกครั้งอย่างนึกสงสัย แต่ก็มิทันจะได้พูดสิ่งใดเมื่อได้ยินเพื่อนทหารด้วยกันตะโกนเรียกเสียงดัง
“จับสองคนนั้นไว้” เสียงตะโกนโหวกเหวกไล่ตามหลังชายแก่และหญิงสาวที่กำลังวิ่งหนีออกไปทางประตูเมือง

++++++++++++++++++++++++
จบตอนที่ 29
โปรดติดตามตอนต่อไป

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
tabtim
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 2 กระบี่มังกรหยก
avatar

จำนวนข้อความ : 868
Registration date : 12/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 10:39 pm

หายไปนานมากกกกก กลับมาแล้วนะคะกับตอนใหม่ล่าสุด มาดึกไปหน่อย แต่ยังไงก็ต้องมา ตอนนี้ยังไม่ทำร้ายจิตใจแม่ยกพี่ลู่ฟงนะคะ เอาไว้ตอนหน้าค่อยให้พี่ลู่ฟงโดนซ้อม โหะๆๆ

ป.ล. คงไม่ต้องบอกนะคะ ว่าพี่ลู่ฟงจะถูกใครซ้อม

_________________
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
ทะเล
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
ศิษย์พี่ชาเรี่ยน 3 กระบี่ไร้เงา
avatar

จำนวนข้อความ : 1285
: 33
Registration date : 13/09/2008

ตั้งหัวข้อเรื่อง: Re: The Swordsman of Devil   Sat Aug 22, 2009 11:22 pm

Very Happy ขอบคุณสำหรับตอนนี้ค่ะ ผู้กำกับ

-----------------------------------------



Sad พี่ลี่หู สู้ๆๆ รีบไปช่วยหญิงอันเป็นที่รักเร็วๆ ค่ะ




คุณหนูอี้เซียงค่ะ ยามหลับ ยังคิดถึงพี่ลี่หู ถ้าพี่ลี่หูรู้คงดีใจนะค่ะ Sad


แก้ไขล่าสุดโดย ทะเล เมื่อ Sat Aug 22, 2009 11:43 pm, ทั้งหมด 2 ครั้ง
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
The Swordsman of Devil
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 5 จาก 11ไปที่หน้า : Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6 ... 9, 10, 11  Next

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Welcome To Charlianz world :: Fiction & Recreation :: Fiction & Recreation-
ไปที่: